ได้แต่ครุ่นคิดว่า เพราะข้าอยากรู้ก่อนจึงได้ถามน่ะสิขอรับ
อีกด้านหนึ่ง จูชีเข้าเรียนในสำนักศึกษาสกุลเสินอย่างเป็นทางการ
ลูกศิษย์ที่อาจารย์เสินรับเข้ามามีจำนวนไม่มาก ประมาณเจ็ดแปดคนเท่านั้น ในนั้นยังรวมถึงลูกชายของเขาและจูชีที่เพิ่งเข้ามาใหม่ด้วย
เนื่องจากไม่ใช่สำนักศึกษาที่เป็นทางการอันใด จึงไม่ได้มีโต๊ะเรียน เก้าอี้ หรือม้านั่งมากมาย และล้วนแต่เป็นของที่คนสกุลเสินหามาได้จากตลาดขายของเก่าทั้งสิ้น
โต๊ะบางตัวยาวหน่อยก็นั่งเรียงกันสองคน บางตัวเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสก็นั่งด้วยกันสามคน ม้านั่งที่ขาหักก็เอาก้อนหินมารองหรือเติมขาม้านั่ง ล้วนเป็นเรื่องธรรมดายิ่งนัก
เนื่องจากจำนวนคนน้อย อาจารย์เสินจึงแบ่งลูกศิษย์ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือกลุ่มเตรียมสอบ อีกกลุ่มคือกลุ่มแรกศึกษา
เสินกวงจี้ ลูกชายของเขาอายุสิบขวบแล้ว พอเดินได้ก็เริ่มท่องตำราและเรียนรู้ตัวอักษรกับเขา ดังนั้นยามนี้จึงอยู่ในกลุ่มเตรียมสอบ จดจ่ออยู่กับการเตรียมตัวเพื่อเข้าร่วมการสอบถงซื่อในปีหน้า
“น้องรอง เจ้ารู้หรือไม่ คราวนี้ท่านพ่อรับลูกศิษย์ที่เก่งกาจมาก ๆ มาคนหนึ่งล่ะ” หลังประจักษ์ถึงความสามารถในการจดจำของจูชีในวันนั้น เสินอิงอวี่ก็เล่าให้เสินกวงจี้น้องชายของนางฟังไปรอบหนึ่ง
นางบอกเสินกวงจี้ว่า จูชีท่องตำราได้เก่งกาจเพียงไหน ฟังรอบเดียวก็จำได้หมดแล้ว เป็นหนึ่งในคนที่ฉลาดที่สุดเท่าที่นางเคยพบมาตั้งแต่เล็กจนโตนอกเหนือไปจากบิดาน