าเล่าเรียนสิบหกตำลึง แพงยิ่งนัก!” แม้จะรู้เรื่องค่าเล่าเรียนมาแต่แรกแล้ว แต่เมื่อหลี่ซื่อได้ยินว่าต้องใช้เงินมากเพียงนี้ในคราเดียวก็อดจะปวดใจไม่ได้
นางยกมือขึ้นมานับนิ้วว่าต้องขายน้ำพริกเนื้อ น้ำเชื่อมผลไม้ และสร้อยข้อมือสักเท่าไหร่จึงจะสามารถสะสมเงินได้มากปานนั้น
หากเย่อวี๋หรานอาศัยเพียงการขายของเหล่านั้นย่อมทำเงินได้ไม่มากถึงขั้นนั้นแน่นอน ที่จริงรายได้ส่วนใหญ่ล้วนมาจากร้านค้าชาดและคำสั่งซื้อปริมาณมาก
“วันมะรืนหรือ เร็วขนาดนี้เชียว?” จูเหล่าโถวมองหลานชายตัวน้อยทั้งสองบนโต๊ะกินข้าว ออกจะตัดใจไม่ได้อยู่บ้าง
หลิ่วซื่อเองก็ทำใจยากเช่นกัน นางมองไปทางลูกน้อยทั้งสอง
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากลับไม่รู้สึกอันใดทั้งสิ้น รับประทานลูกชิ้นเนื้อในถ้วยของตัวเองอย่างเบิกบานใจ
“ไม่ถือว่าเร็วหรอก ตอนพวกข้าไปวันนี้ ลูกศิษย์บางส่วนไปกันแต่เนิ่น ๆ และเริ่มเรียนกันแล้ว” เย่อวี๋หรานอธิบาย
“อ้อ เริ่มเรียนกันแล้วหรือ เช่นนั้นก็ไปเถอะ” จูเหล่าโถวกล่าว
จูปาเม่ยอิจฉาอยู่บ้าง หลังกินข้าวเย็นเสร็จแล้วก็มาถามจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าว่าสำนักศึกษาของพวกเขามีเรื่องสนุกกันหรือไม่ มีคนเยอะหรือเปล่า
ตอนนั้นจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าไม่เห็นใครสักคน ย่อมไม่ทราบว่าในสำนักศึกษามีคนเยอะหรือไม่ พวกเขาเพียงบอกว่าเรือนของอาจารย์เล็กมาก หาได้ใหญ่เท่าเรือนของพวกเขา แต่ก็สะอาดสะอาดสะอ้านยิ่งนัก
อ้อ ใช่แล้ว อาจารย์ยังให้พวกเขาทำข้