ายังพูดอีกด้วยว่า ข้าส่งเจ้าเจ็ดมาเรียนก็เพราะเขาความจำดี ผ่านตาไม่ลืมเลือน เขาจะต้องจำสิ่งที่อาจารย์สอนได้แน่นอน พอกลับไปค่อยสอนให้พวกหลาน ๆ กล่าวได้ว่าข้าส่งเจ้าเจ็ดมาเรียนเพียงคนเดียวก็สามารถประหยัดค่าเล่าเรียนของพวกเด็ก ๆ ได้หลายคน”
“ข้ามีลูกชายเจ็ดคน ตอนนี้มีลูกชายสองคนที่มีลูก แต่ก็มีหลานชายสี่คนเข้าไปแล้ว รอจนลูกชายคนอื่น ๆ มีลูกกันหมด ข้าเองก็ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นจะมีหลานสักกี่คน”
“อาจารย์กล่าวว่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าอนาคตไกล แต่ถ้ามีอนาคตไกลแล้ว พวกเขาทั้งคู่ยังจะมีเวลามาสอนเด็กคนอื่น ๆ ในครอบครัวอีกหรือ?”
“พวกเขาไม่มีเวลา แต่เจ้าเจ็ดต้องมีเวลาแน่นอน”
……
อาจารย์เสินจึงนึกขึ้นได้ว่าผู้ที่มาทดสอบในตอนแรกคือใคร
เขาฉวยบันทึกการเดินทางขึ้นมา สุ่มเปิดหน้าหนึ่งแล้วอ่านให้จูชีฟัง จากนั้นค่อยให้จูชี ‘ท่องซ้ำ’
เมื่อทดสอบแล้ว อาจารย์เสินค่อยพบว่าที่แท้จูต้าเหนียงหาได้โกหก
ไม่ว่าเขาจะอ่านจากบนลงล่าง อ่านจากล่างขึ้นบน หรือถามหลังอ่านไปสักพักแล้ว จูชีล้วนท่องซ้ำได้โดยไม่ผิดไปแม้แต่คำเดียว
จูชีอาจไม่ใช่ลูกศิษย์ที่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าได้พบอาจารย์ที่ดี เขาก็สามารถเป็น ‘สะพาน’ อันสมบูรณ์แบบได้ ส่งต่อสิ่งที่ท่องมาแล้วให้อีกคนได้โดยไม่ตกหล่น
จวบจนยามนี้อาจารย์เสินค่อยนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จูชีเป็นคนสอนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามากับมือนี่นา
ดังนั้นแม้ว่าจูชีจะเป็นคนทึ่มเพียงใดในสายตาเขา แต่สำหรับเด็ก ๆ