ยบอกว่าต้องการเช่าเรือนสักหลังสำหรับผู้ใหญ่สองคนและเด็กสองคน เรือนหลังเล็กหน่อยก็ไม่เป็นไร สามารถปูที่นอนบนพื้นได้ แต่ไม่อาจมีหลังคารั่วเด็ดขาด
นางนึกว่าสองสามีภรรยาต้องการจะมาประกอบอาชีพในตำบล คิดไม่ถึงว่าผู้อื่นจะตระเตรียมมาเรียนหนังสือ?
เย่อวี๋หรานดึงตัวจูชีออกมา บอกให้เขาทักทายเสินต้าเหนียง
เสินต้าเหนียงมีสายตาเฉียบคม เพิ่งจะพบหน้า นางก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้มีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่เด็กคนนี้หน้าตาโดดเด่น จึงไม่ได้คิดอะไรมาก
รอจนจูชีเอ่ยปากพูดมาหลายประโยค ก็มองออกว่าเด็กคนนี้ดูเหมือนจะทึ่มอยู่สักหน่อย
เย่อวี๋หรานชี้กระหม่อมจูชีแล้วเอ่ยว่า “ที่เรือนมีลูกมาก ตอนเขายังเล็กไม่ได้ดูแลให้ดี ตรงนี้มีปัญหา ข้าที่เป็นแม่ก็ไม่มีความสามารถอะไร ได้แต่หาทางออกให้เขา”
“ครอบครัวมีที่นา แต่มีพี่น้องมาก เขาก็เป็นเสียอย่างนี้คงทำนาไม่ได้แล้ว ข้าจึงอยากให้เขาเรียนหนังสือ”
“ไม่จำเป็นต้องสอบเป็นขุนนางใหญ่โตอะไร ขอแค่มีความรู้ติดตัว ในอนาคตสามารถเขียนจดหมายหรือสอนหนังสือให้คนอื่นได้ อีกทั้งมีพี่น้องช่วยกันดูแล อย่างน้อยก็คงจะสามารถเลี้ยงดูตนเองได้”
“พอข้าไปนอนอยู่ข้างล่างนั่นแล้วจะได้วางใจ”
……
“เฮ้อ เลี้ยงลูกร้อยปีก็ต้องห่วงพะวงไปแล้วเก้าสิบเก้าปี ข้าเข้าใจดี” เสินต้าเหนียงได้ยินนางอธิบายเช่นนี้ก็พลอยทอดถอนใจไปด้วย “จูต้าเหนียง เจ้าเจ็ดบ้านเจ้าเป็นเสียเช่นนี้ เจ้ายังเลี้ยงเขาออกมาได้มีชีวิตชีวา นับว่ายอด