งเหมือนกันจริง ๆ
ต่างจากพวกเขา เสื้อผ้าของจูซานมีสีที่เข้มกว่ายิ่งทำให้รู้สึกถึงความสงบและซับซ้อน
เย่อวี๋หรานจัดการอย่างกระตือรือร้น แม้ว่าจะไม่มีเครื่องประดับมากนัก แต่ผมก็ถูกมวยเก็บอย่างเป็นระเบียบ เสื้อผ้าบนร่างกายก็พอดีตัว มองคราแรกดูไม่เหมือนหญิงเฒ่าในครอบครัวชาวนาทั่วไปเลย
“จูต้าเหนียง ท่านนี้คืออาจารย์เฉินจากสำนักศึกษาหลานฮวา” เถ้าแก่อวี๋แนะนำพวกเขาให้รู้จักอาจารย์เฉิน
อาจารย์เฉินนั่งอยู่บนที่นั่งไม่ขยับด้วยท่าทีหยิ่งทะนง แต่บัณฑิตในยุคนี้ก็มักจะรู้สึกว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่น ท่าทีเช่นนี้ของเขาไม่มีใครคิดว่าแปลกนอกจากเย่อวี๋หราน
“อาจารย์เฉิน สวัสดียามบ่าย”
จูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าทั้งสามคนที่ตามหลังเย่อวี๋หรานมาทักทายอาจารย์เฉิน “อาจารย์เฉิน สวัสดียามบ่ายขอรับ”
“คนไหนกันที่อยากเรียนหนังสือ?” อาจารย์เฉินตัดบทพูดเข้าเรื่อง “ก่อนอื่นคงต้องพูดเรื่องที่ไม่น่าฟังเสียหน่อย ที่ข้ามานี่ก็เพราะเห็นแก่หน้าเถ้าแก่อวี๋ ข้าเปิดสำนักศึกษาหาใช่โรงเตี๊ยม ไม่ใช่ว่าใครคิดอยากจะเข้าก็เข้าได้ มีเพียงคนที่ผ่านการทดสอบจากข้าจึงจะเข้าเรียนได้ หากไม่ผ่านการทดสอบจะมาโทษคนอื่นไม่ได้นะ”
คนตรงหน้าแสดงท่าทีวางอำนาจ
เฮอะ! คิดจริง ๆ หรือว่าไม่ว่าใครก็ล้วนมีคุณสมบัติที่จะเรียนหนังสือได้?
เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดก่อนหน้านี้ เถ้าแก่อวี๋ได้บอกเป็นนัยแล้วว่าคนที่จะมานี้ค่อนข้างพิเศษ ไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น แต่