ว” เย่อวี๋หรานรีบบอกเจตนาของกลุ่มตัวเอง “เมื่อครู่พวกเราเคาะประตู แต่พวกท่านเหมือนจะไม่ได้ยิน เลยเปิดประตูเข้ามา…”
หญิงชราก็ดูจะกระดากอายอยู่ไม่น้อย รีบบอกให้พวกเขารอสักครู่และช่วยรินน้ำให้
“อย่าทะเลาะกันเลย ข้างนอกมีคนอยู่” นางเข้าไปในบ้านก็กล่าวเตือนลูกชายและลูกสะใภ้ทีหนึ่ง
แม้ว่าซูเหนียงจะยังอยากต่อว่าสามีของนางต่อ แต่ก็ยังมีความหวั่นเกรงอยู่บ้าง จึงเช็ดดวงตาที่แดงก่ำ “ท่านแม่ ให้ข้าทำเถิดเจ้าค่ะ”
ไม่นานหลังจากนั้น เย่อวี๋หรานก็เห็นซูเหนียงเดินออกมาจากห้องโถงพร้อมกาน้ำชาและถ้วยสองสามใบ
“น้ำยังอุ่นอยู่ ดื่มได้เลยเจ้าค่ะ” ซูเหนียงยังให้ลูกชายและลูกสาวช่วยถือถ้วยส่งให้แขกแปลกหน้าที่มาเยือนด้วย
ในยามนี้นางดูอ่อนโยนราวกับสายน้ำ มองไม่ออกแม้แต่น้อยว่าเมื่อครู่เพิ่งจะต่อว่าสามีของนางเสียงดัง
หลังพวกเขาออกมาจากบ้านนั้น เย่อวี๋หรานก็ถามลูกชายทั้งสามคนว่าคิดอย่างไรกับครอบครัวนี้
จูต้าพูดว่า “มองไม่ออกเลยขอรับว่าฮูหยินของบ้านนี้จะดุร้ายถึงเพียงนี้ หากไม่ใช่เพราะได้ยินกับหู บอกใครไปคงไม่มีคนเชื่อแน่นอนขอรับ”
ดูเหมือนจะรับท่าทีทั้งที่แสดงออกต่อหน้าและลับหลังของซูเหนียงไม่ได้เป็นอย่างมาก
จูซานครุ่นคิดและตอบว่า “ถึงจะไม่เคยรู้จักอาจารย์ท่านนี้ แต่ดูจากสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวเขาแล้ว ในฐานะที่เขาเป็นอาจารย์ท่านหนึ่ง ไม่น่าจะมีสถานะลำบากถึงเพียงนี้เลยขอรับ”
ขนาดครอบครัวของพวกเขายังสามารถซื้อเ