นั้นเอง เสียงร้องแหลมพลันดังขึ้น ทำให้พวกนางสะดุ้งตกใจ
“ท่านแม่…”
ขณะที่พวกนางกำลังคิดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นอยู่นั้น สตรีที่มีท่าทางเหมือนเสียสติไปแล้วก็ร่ำไห้พลางวิ่งเข้ามา
นางมองไปยังปะรำเซ่นไหว้ที่ยังไม่ได้รื้อถอนออกไป ก่อนจะคุกเข่าลงบนพื้นเสียงดังโครม “ท่านแม่ ทำไมท่านจากไปแล้วล่ะเจ้าคะ? ฮือ ๆๆๆ…ทำไมท่านไม่ยอมให้ข้าเห็นหน้าสักหน่อยก็จากไปแล้ว? ท่านแม่ของข้า…”
พวกหลินซื่อสามพี่น้องค่อยได้สติคืนมา “พี่ใหญ่?!”
พวกนางมองไปยังสตรีที่ผอมซูบเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ฤดูหนาวเช่นนี้กลับสวมเสื้อผ้าบาง ๆ ชั้นเดียว ผมเผ้ารุงรัง มองไม่ออกเลยว่านั่นก็คือ หลินต้าเม่ย พี่สาวคนโตของพวกนาง
“ท่านแม่ล่ะ? ท่านแม่ไปไหนแล้ว?” หลินต้าเม่ยได้ยินเสียงเรียกตนเองก็หันมองมาทางนี้
เทียบกับตนเองแล้ว น้องสาวทั้งสามคนมีเนื้อหนังกว่าตอนที่พบกันครั้งก่อนมาก แลดูมีชีวิตชีวาผิดหูผิดตา เพียงมองก็ทราบว่าพวกนางมีชีวิตที่ดีกว่าตนเอง
ชั่วขณะนั้น หลินต้าเม่ยพลันนึกถึงชีวิตเมื่อครั้งยังเป็นแม่นางน้อยในวันวาน แม้จะลำบากเหมือนกัน แต่นั่นถึงจะเป็นชีวิตของมนุษย์จริง ๆ
นางร่ำไห้รุดเข้าไปกอดขาน้องสาวคนหนึ่ง ถามว่ามารดาไปที่ใดเสียแล้ว? เหตุใดจึงไม่เห็นมารดา? ไม่ยอมรับลูกสาวอย่างนางแล้วหรือไร ทำไมให้นางพบหน้าเป็นครั้งสุดท้ายก็ยังไม่ได้?
แล้วท่านพ่อเล่า ยังมีท่านพ่อ ท่านพ่อไปไหนแล้ว?
“ฮือ ๆๆๆ…ดูพวกเจ้าสิ มือข้างนี้ดูแลดียิ่งนัก แล้