าพลางพูดขึ้นว่า “ไม่ใช่ว่าเห็นปลาในมือข้าก็เลยตื่นเต้นหรอกนะ? ไม่ได้จะให้นางกินสักหน่อย จะดีใจไปเพื่ออะไรกัน?”
ไม่มีใครส่งเสียง จูต้าที่เป็นคนซื่อก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ตอบกลับไปประโยคหนึ่งว่า “ไม่รู้”
จูซานคิดว่าพี่ใหญ่ของเขาไม่พูดคงจะดีกว่า
“ตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น? ไม่ต้องมองแล้ว ปลานี่ไม่ใช่ของเจ้า เอาไว้ให้ท่านแม่กับน้องเล็กกิน”
หลี่ซื่อมองปลาตัวนั้นก็กลืนน้ำลาย แต่นางคิดถึงแป้งกรอบในครัวมากกว่า จึงแย้งกลับทันควัน “ใครอยากได้ปลาของท่านกัน? มันจะอร่อยสู้แป้งกรอบที่ท่านแม่ทำงั้นหรือ? แน่จริงตอนเย็นก็อย่ากินแป้งกรอบสิ”
นางเล่นแง่เล็กน้อย ไม่ได้บอกว่านั่นคือ ‘แป้งกรอบใส่ไข่’
“แม่ของเจ้าลุกขึ้นมาได้แล้วหรือ?” จูเหล่าโถวเอ่ยปากถาม
“ลุกแล้วเจ้าค่ะ!” หลี่ซื่อตอบ
“แม่ของเจ้าคงไม่เป็นไรกระมัง?” ตอนที่พวกเขาออกไป เย่อวี๋หรานยังนอนอยู่บนเตียง
แต่ว่าใกล้จะถึงช่วงเก็บเกี่ยวฤดูสารทแล้ว งานในนาอย่างไรก็ปล่อยไว้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นหากผลเก็บเกี่ยวของครึ่งปีหลังไม่ดี ปีหน้าก็คงต้องอดอยากกันแล้ว
ครั้นเห็นว่าฟื้นแล้ว ท่าทางเหมือนจะไม่เป็นอะไร จูเหล่าโถวจึงพาลูกชายหลายคนออกไปที่ทุ่งนา
เทียบกับการร้อนใจอยู่ในเรือน ไม่สู้นั่งอยู่ในนาเสียดีกว่า เพราะต่อให้ไม่ทำอะไร แต่เมื่อมองพืชผลในท้องทุ่งก็ยังพอสงบใจได้บ้าง
เพียงแค่คิดถึงแป้งกรอบที่ทั้งแห้งและกลืนยาก คอของจูซานก็เจ็บขึ้นมาแล้ว “ไม่ใช่หรอกมั้ง ท่านแม