้ถึงเพียงนี้
ตนเองยังพึ่งพาตนเองไม่ได้ ยังคิดว่าใครจะช่วยปกป้องลูกสาวของตนเองอีกหรือ?
ยามนั้นหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยนั่งอยู่ในห้องกับจูปาเม่ย ช่วยหลี่ซื่อดูแลลูกแฝดพลางทำงานอย่างอื่นไปด้วย
บางครั้งบางคราวพวกนางก็จะชะงักมือแล้วมองออกไปข้างนอก
น่าเสียดายที่ไม่ว่านางจะมองออกไปสักกี่ครั้งก็ไม่มีใครมารับ
หรือว่านางต้องอยู่ข้ามปีที่เรือนสกุลจูเสียแล้ว?
ถ้าทำได้ พูดกันจากใจจริงแล้ว นางสองคนอยากข้ามปีอยู่ที่เรือนสกุลจูใจจะขาด แต่พี่รองบอกพวกนางว่า แม้สกุลจูจะดีแค่ไหนก็ต้องกลับบ้าน ไม่อย่างนั้นวันข้างหน้าพวกนางก็ไม่อาจออกไปพบผู้คนได้แล้ว
เนื่องจากอาหารเย็นวันนี้คือมื้อครอบครัว จะรับประทานกันเร็วกว่าปกติเล็กน้อย อาหารเที่ยงจึงพลอยกินเร็วขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังเรียบง่ายกว่าที่เคย
แป้งกรอบไม่กี่แผ่นคู่กับอาหารง่าย ๆ ก็พอแล้ว
“ท่านแม่…” พอกินข้าวเสร็จ หลินซื่อก็อดรนทนไม่ไหว เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเย่อวี๋หราน
“เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว พวกนางเก็บข้าวของกันเรียบร้อยหรือยัง?” เย่อวี๋หรานถอนหายใจ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าบนเขามีเสือ แต่ก็ยังต้องมุ่งหน้าไปหาเสือ คำกล่าวนี้คงสามารถนำมาใช้บรรยายสภาพนางในตอนนี้ได้กระมัง
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” หลินซื่อตอบกลับทันที “ท่านแม่ ข้าต้องไปส่งพวกนางด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”
“ไปด้วยกันเถอะ วันที่สองข้าจะให้จูอู่ไปรับเจ้า” เย่อวี๋หรานมองตาแล้วสั่งความ “พรุ่งนี้เป็นวันแรกของปี มะรืนจึงจะเ