้ใดกล้าส่งเสียง
จูเหล่าโถวตอนแรกตะลึงไปเล็กน้อย แต่ครั้นนึกถึงนิสัยภรรยาตัวเองก็ไม่อยากจะทะเลาะกันต่อหน้าคนนอก จึงอ้าปากพะงาบ ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ส่วนคนขายเนื้อแซ่หลี่… ในเมื่อคนสกุลจูยังไม่ว่าอะไร แล้วเขาจะต้องพูดอะไรอีก?
“ถ้าเป็นบ้านสกุลใหญ่ เวลาแบบนี้ยังต้องเอาฉากบังลมมากั้นไว้อีก เพราะพวกเขาถือสาเรื่องชายหญิงและเด็กอายุเจ็ดขวบว่าไม่ควรร่วมโต๊ะกินข้าว” เย่อวี๋หรานกล่าวเคล้ารอยยิ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “แต่คนชนบทแบบพวกเราไม่ได้มีข้อถือสามากมายปานนั้น เรือนก็เล็กแค่นี้ ทั้งไม่มีฉากบังลมอะไรด้วย แยกโต๊ะเอาก็แล้วกัน”
คำพูดไม่กี่ประโยคก็คลี่คลายบรรยากาศอันน่ากระอักกระอ่วนได้ในคราวเดียว
จูเหล่าโถวหัวเราะร่วนแล้วพูดว่า “จูต้าเหนียงเคยเป็นสาวใช้ในบ้านสกุลใหญ่มาก่อนนี่นา จึงรู้มากกว่าคนอื่นอยู่บ้าง คนสกุลใหญ่กฎระเบียบเยอะ ข้อถือสามากมาย จะเทียบกับชีวิตในชนบทที่อิสระเสรีของพวกเราได้อย่างไร”
“ฮ่า ๆๆๆ…ข้าเคยได้ยินมาเหมือนกัน ข้ารู้จักคนฆ่าหมูที่ทำงานให้คนบ้านสกุลใหญ่ในตำบลอยู่คนหนึ่ง เขาบอกว่าทุกครั้งที่ไปเรือนสกุลใหญ่ก็จะประหม่ายิ่งนัก เพราะพ่อบ้านแม่บ้านพวกนั้นมักพร่ำกฎนั่นกฎนี่กรอกหูเขา ทำเอาเขาแข้งขาสั่นไปหมด กลัวว่าจะไปชนนายท่านหรือฮูหยินคนไหนเข้าแล้วทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อน” แม้ว่าคนขายเนื้อแซ่หลี่จะไม่เคยไปสถานที่แบบนั้น แต่ก็ล้วนเป็นคนฆ่าหมูเหมือนกัน ย่อมต้องเคยพบปะพู