้วเอ่ยถามว่า “คนสกุลเหมย?”
มีคำกล่าวว่า “การรบต้องสำแดงแสนยานุภาพ สองทัพแรกเผชิญหน้าขวัญกล้าฮึกเหิม รบแล้วรบเล่ากำลังใจตกต่ำ ศัตรูอ่อนแอ ข้าฮึกหาญจึงกำชัย” ไม่รู้ว่าคนสกุลเหมยเข้าใจหลักการข้อนี้หรือไม่
คนสกุลเหมยที่เจตนามาหาเรื่องและตั้งใจไว้ว่าจะบุกโจมตีอย่างฉับพลันถึงกับชะงัก “…”
รู้สึกว่าตอนเปิดฉากไม่เหมือนที่พวกเขาคิดไว้เท่าไหร่
น้ำเย็นอ่างนั้นสาดใส่จิตใจเร่าร้อนของพวกเขาจนมอดดับ ครั้นมองไปยังคนสกุลจู เห็นท่าทางดุร้ายของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็พลันรู้สึกว่า พวกข้าคงไม่ได้กลายเป็นลูกไก่ในกำมือของคนสกุลจูไปหรอกกระมัง?
ความคิดนี้แวบเข้ามาในสมองของเหมยถงซาน แต่ก็ยังอ้าปากพูดตามแผนเดิมว่า “พวกข้า…”
แต่ยังพูดไม่จบก็ถูกเหมยอี้พูดแทรกขึ้นมา “หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ คืนอาหญิงของข้ามานะ!”
เหมยอี้หงุดหงิดที่เหมยถงซานชักช้าเกินไป เขาชำเลืองมองเนื้อปลาที่แขวนเรียงรายอยู่ใต้ชายคาของเรือนสกุลจู ได้กลิ่นหอมของเนื้ออบอวลอยู่ในอากาศก็นึกเปรี้ยวปากจนน้ำลายไหล
มารดามันเถอะ สกุลจูดูไปแล้วมั่งมีมากเลยนี่นา สิ่งของมากมายก่ายกองแบบนี้ ไม่รู้ว่าจะเรียกค่าชดเชยสักเท่าไหร่ดี?
“อาหญิงของเจ้าคือใครกัน?” เย่อวี๋หรานรู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงใคร แต่ก็ยังถามโดยแสร้งทำเป็นไม่รู้
“แม่เฒ่าเหมย” เหมยอี้เชิดหน้าชูคอ พูดจบยังจามออกมาทีหนึ่ง “ฮัดเช้ย!”
“ไม่รู้จัก พวกเจ้ามาผิดที่แล้ว ถ้าจะกลับไปก็ออกจากประตูเลี้ยวขวา ตรงไปเรื่อย ๆ ออ