ข้าด้วยเถอะ!”
“เป็นเจ้า เจ้าทำให้ข้าตาย!”
“เจ้าเป็นฆาตรกร!”
เมื่อเย่อวี๋หรานผุดนั่งบนเตียงพร้อมเหงื่อท่วมศีรษะ ท้องฟ้าด้านนอกก็เริ่มสว่างแล้ว
นางได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวดังมาจากในเรือน
คงเป็นลูกสะใภ้สักคนกำลังต้มน้ำเตรียมเอาไว้ให้คนในครอบครัวดื่ม รวมถึงเริ่มทำอาหารเช้า
เมื่อก่อนครอบครัวสกุลจูหาได้ต้มน้ำไว้สำหรับดื่ม แต่หลังจากเย่อวี๋หรานมาแล้ว ไม่เพียงเรียกร้องให้คนสกุลจูล้างมือหลังกินข้าว แม้แต่น้ำดื่มก็ต้องเอามาต้มเสียก่อนจึงจะดื่มได้
“ท่านแม่ ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ ข้าต้มน้ำไว้แล้ว เทใส่โถแล้วทิ้งไว้ให้เย็นอยู่เจ้าค่ะ”
โถที่หลิวซื่อกล่าวถึงก็คือโถกระเบื้องเคลือบชนิดหนึ่ง เมื่อก่อนพอถึงช่วงเก็บเกี่ยวก็จะนำออกมาใส่น้ำเพื่อเอาไปส่งให้คนในครอบครัวที่ทำงานอยู่ในนา
แต่เมื่อมี ‘น้ำต้มสำหรับดื่ม’ มันก็กลายเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างหนึ่งของครอบครัวสกุลจู โดยจะตั้งทิ้งไว้ในห้องครัว
หลังปล่อยทิ้งไว้ให้อุ่น ๆ ก็จะตักน้ำอุ่นจากในโถมาใส่ในกาดินเผาขนาดกะทัดรัด แล้วนำไปวางไว้บนโต๊ะในห้องโถง
ชาสะระแหน่ถึงจะเป็นของดี แต่เมื่ออากาศค่อย ๆ เย็นขึ้นมาตามลำดับ คนสกุลจูก็ไม่ได้ดื่มกันอีกแล้ว แต่นำใบสะระแหน่ไปผึ่งให้แห้ง ใส่ในถุงกระสอบแล้วนำไปเก็บไว้
แต่เนื่องจากจูปาเม่ยยังมีดอกไม้สดเหลืออีกค่อนข้างมาก เช่น ดอกมะลิ ดอกเบญจมาศ เย่อวี๋หรานจึงให้นางรวบรวมทั้งหมดนั้นแล้วนำมาผึ่งให้แห้ง ทำเป็น ‘ชาดอกไม้