ับตามองตลอดเวลา
นางเลียบเคียงถามกานอี้เซียนว่าส่งคนมาจับตามองครอบครัวของนางอยู่กี่คนกันแน่ จึงได้รู้เรื่องราวของครอบครัวนางกระจ่างเช่นนี้?
“เจ้าคงไม่ได้รู้เรื่องเด็กแฝดของครอบครัวข้าด้วยหรอกกระมัง?” เย่อวี๋หรานจ้องตาเขาเขม็ง ยากจะระงับความไม่พอใจขุมนั้น
กานอี้เซียนมีสีหน้าพิพักพิพ่วน “แค่ก ๆ…จูต้าเหนียง ท่านวางใจ ข้าไม่เอาไปพูดส่งเดชแน่นอน”
“เจ้าไม่พูด แล้วหูตาของเจ้าเล่า?” เย่อวี๋หรานว่า “ก่อนที่ซื่อเป่าจะโตเป็นผู้ใหญ่ ข้าไม่ต้องการให้เรื่องพวกนี้ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเขา เจ้าเข้าใจไหม?”
“จูต้าเหนียงไม่เชื่อใจข้างั้นหรือ? ข้าสนใจแค่เรื่องเพาะปลูก ส่วนเรื่องอื่นท่านวางใจได้ ข้าไม่แพร่งพรายออกไปแน่นอน ต่อให้มีคำร่ำลือออกไป ข้าก็รับประกันได้ว่าไม่ได้รั่วไหลมาจากฝั่งข้าเด็ดขาด จริง ๆ นะ!” กานอี้เซียนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
เย่อวี๋หรานสังเกตสีหน้าของเขาก็ไม่คล้ายว่ากำลังโกหก “หูตาของเจ้า เจ้ารับประกันได้หรือไม่?”
“ได้” กานอี้เซียนตอบโดยไม่ลังเล
เขารู้ว่าจูต้าเหนียง ‘เข้าใจผิด’ ไปเล็กน้อย ‘หูตา’ ของเขาก็คือตัวเขาเองนี่นา แล้วทำไมเขาจะรับประกันไม่ได้?
หลังส่งกานอี้เซียนออกไปแล้ว เย่อวี๋หรานก็ยืนคิดในลานเรือนอยู่เป็นนาน คิดถึงคนใกล้ตัวที่พอจะนึกได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็น ‘หูตา’ ของกานอี้เซียน
หญิงปากสว่าง?
เป็นไปไม่ได้ ด้วยนิสัยของหญิงปากสว่างคงจะเผยพิรุธออกมาแล้ว
เย่อวี๋หรานออก