จะนับถืออยู่บ้าง ไม่เสียแรงที่เป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ ต่างจากพวกนางที่เป็นชาวนาหยาบกระด้าง ไม่ว่าจะมีใจคอใสซื่อเพียงไร แต่ความสามารถที่พึงมีก็ยังมีอยู่
มาถึงท้ายเรือน หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อยังถอนขนไก่กันอยู่ พวกนางทำงานไปพลางคุยกันไปพลางสนทนากันอย่างสำราญใจยิ่ง
เย่อวี๋หรานกวาดสายตามองจึงกล่าวว่า “นางล่ะ?”
หลินซื่อทราบว่าแม่สามีถามถึงใครจึงตอบไปว่า “ไม่เห็นเจ้าค่ะ คงอยู่ในห้องไม่ได้ออกมากระมัง”
“คำพูดแบบนี้เจ้าก็เชื่อหรือ?”
“เอ่อ…” หลินซื่อหัวเราะเสียงแห้ง “ท่านแม่ ขาก็งอกอยู่บนร่างนาง พวกเราไม่ได้มัดนางไว้เสียหน่อย”
แล้วก็เปลี่ยนเรื่องไปเล่าให้เย่อวี๋หรานฟังว่าไก่ที่พวกนางกำลังถอนขนกันอยู่อ้วนท้วนเพียงใด ดูแล้วน่ากินยิ่งนัก จากนั้นเลียบเคียงถามว่าตอนเย็นจะเอาไก่ทั้งตัวมาตุ๋นน้ำแกงไก่ใช่ไหม?
จะทำอย่างไรได้ ถึงครอบครัวพวกนางจะมี ‘เนื้อ’ แต่ก็เป็นของจำพวกเนื้อปลาหรือไข่ไก่เทือกนั้น ส่วนหมูยังต้องรออีกหลายวันจึงจะฆ่าเพื่อนำมาทำอาหารตอนวันข้ามปี กินเนื้อไก่ตุ๋นไปก่อนก็ดีเหมือนกัน
เย่อวี๋หรานไม่คิดว่าการที่คนในครอบครัว ‘ชอบกิน’ เช่นนี้มีอะไรไม่ถูกต้อง
คนเราเดิมทีก็สมควรกินอาหารให้หลากหลายอยู่แล้ว ยุคสมัยนี้แร้นแค้นเกินไป อะไรก็ไม่มี จึงทำให้ผู้คนแลดู ‘ตะกละ’ กันเป็นพิเศษ
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “ได้ เย็นนี้ใครรับผิดชอบทำกับข้าวก็ให้คนนั้นทำ”
“ท่านแม่ ท่านช่างดีจริง ๆ เจ้าค่ะ!” พวกหลินซ