จะไปคุยกับลูกสาวของพวกเราเท่านั้น” แม่หลิ่วก็อยากโวยวาย แต่น่าเสียดายที่นางไม่กล้า
พ่อหลิ่วจึงปล่อยมือแต่ไม่วายกำชับ “อย่าก่อเรื่อง แม่เขยไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่าย ๆ หรอกนะ”
“ข้ารู้แล้ว” แม่หลิ่วพึมพำ คนที่กล้าถือมีดมาเอาเรื่องแบบนั้น ใครจะไปกล้ายั่วโทสะ?
แม่หลิ่วลุกออกมาทันที นางพบใครก็ยิ้มให้ ไม่ง่ายเลยกว่าจะไปถึงข้างกายหลิ่วซื่อได้
หลิ่วซื่อกำลังก้มหน้าก้มตาทำงาน เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นมารดาตนเองยืนอยู่ข้างหลังก็สะดุ้งตกใจ “ท่านแม่ ท่านมาทำอะไรเจ้าคะ?”
“มีเรื่องจะคุยกับเจ้า”
หลิ่วซื่อได้ยินก็อึ้งไป รีบมองไปรอบด้านแล้วดึงมือมารดาเดินไปท้ายเรือน
ครั้นหลบเลี่ยงสายตาผู้คนแล้ว หลิ่วซื่อก็ล้วงถุงผ้าใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยัดใส่มือมารดา “ท่านแม่ ข้าไม่มีเงินจริง ๆ มีอยู่แค่นี้เจ้าค่ะ แค่นี้จริง ๆ เป็นเงินส่วนที่ข้าแอบเก็บเอาไว้เองด้วย”
“ข้าไม่ได้ถามถึงเงินเจ้า” ถึงแม่หลิ่วจะพูดแบบนั้น แต่ก็ยังรับถุงเงินมาเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างตัดใจไม่ได้ “ข้าแค่อยากถามเจ้าว่าเจ้าอยู่เรือนสกุลจูเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ก็เป็นแบบนั้นล่ะเจ้าค่ะ” หลิ่วซื่อก้มหน้ากล่าวเสียงอู้อี้
“แบบนั้นแล้วแบบไหน? ข้าเห็นว่าเจ้าได้สวมชุดใหม่ น่าจะดีอยู่กระมัง?” แม่หลิ่วทอดถอนใจ พูดต่ออีกว่า “เจ้ามีวาสนากว่าน้องสาวเจ้า เจ้าไม่ได้เห็นน้องเจ้า นางแต่งให้ครอบครัวแบบนั้นไป ใช่ สามีดีต่อนาง แต่จะมีประโยชน์อะไร นางแต่งเข้าครอบครั