ับมาที่บ้านนี้ได้อีกหรือ?”
จางเยียนคุกเข่าลง น้ำหูน้ำตาไหลพลางบอกว่านางรู้ว่าตัวเองผิด หลังจากนี้นางไม่กล้าทำแล้ว ที่นางทำเช่นนั้นเป็นเพราะอยากได้หมูตัวนั้นตัวเดียว
ครอบครัวนี้ยากจนเกินไป ต้องกินแต่โจ๊กทุกมื้อ นางกลัวว่าไม่มีกินจนถึงช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง ดังนั้นจึงคิดอยากหาหนทางให้ครอบครัวแม่สามี
“เจ้าอยากหาหนทางให้สกุลจู หรือหาหนทางให้สกุลจางกันแน่?” เย่อวี๋หรานถามอย่างไร้ความเห็นใจ
จางเยียนใจกระตุกไปชั่วครู่ แน่นอนว่าไม่กล้าพูดว่าเป็นหมูที่สกุลของนางจะได้รับ จึงรีบพูดออกไปว่าเป็นของสกุลจู นางแต่งงานเข้าบ้านสกุลจูแล้ว ชีวิตนี้เป็นคนของสกุลจู ถึงตายไปก็เป็นผีสกุลจู นางรีบพูดออกมาอย่างเด็ดขาด
“ตอนนี้เจ้าก็ถูกหย่าไปแล้ว ไม่ใช่ลูกสะใภ้ของตระกูลจูอีกต่อไปแล้ว” เย่อวี๋หรานพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ท่านแม่ ข้ารู้ตัวว่าผิดไปแล้วจริง ๆ ท่านยกโทษให้ข้าสักครั้งเถิด เห็นแก่เด็กในท้องของข้า อภัยให้ข้าสักครั้ง…ข้าสาบานว่าข้าจะไม่ทรยศพี่สามอีก คนคนนั้นก็เป็นแค่คนทึ่ม คนทึ่มที่ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง…” จางเยียนร้องไห้ไปก็คิดจะไปกอดขาของเย่อวี๋หรานด้วย
เย่อวี๋หรานไม่อยากเปื้อนน้ำมูก นางเหลือบมองครั้งหนึ่งก็ดึงขากลับมา
“ฮือฮือฮือ…ท่าแม่ ถ้าท่านไม่เชื่อ ท่านไปถามพี่สามก็ได้เจ้าค่ะ เขารู้อยู่แล้วเพราะข้าเคยบอกเขาแล้วเจ้าค่ะ”
เย่อวี๋หรานเงยหน้ามองจูซานด้วยความประหลาดใจ
จูซานรีบอธิบายทันที “เมื่อวาน นาง