ม่เคยปล่อยให้นางลำบาก ไม่กี่เดือนมานี้ นอกจากเรื่องการกินการอยู่ที่แย่ไปหน่อย แม่เฒ่าเหมยแทบจะยกย่องนางเป็นบรรพบุรุษปรนนิบัติพัดวีแล้ว แม้แต่ลูกชายโง่งมของแม่เฒ่าเหมยยังได้แต่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ
นึกถึงลูกชายปัญญาอ่อนของแม่เฒ่าเหมย จางเยียนก็มีสีหน้ารังเกียจ
ก่อนหน้านั้น คนปัญญาอ่อนที่นางเคยสัมผัสมาก่อนก็มีแต่จูชีของครอบครัวสกุลจู แม้เขาจะโง่เหมือนกัน แต่หาได้น้ำลายยืด ปากเบี้ยวตาเหล่ แค่มองก็ชวนให้ขนพองสยองเกล้า
ขอเพียงจูชีไม่เคลื่อนไหวไม่หัวเราะ ดูไปก็เหมือนคนปกติคนหนึ่ง
หลังกินอาหารเย็นวันเดียวกันนั้น จูซานก็แอบเข้าไปในห้องครัว
แม้ปกติในเรือนไม่ขาดแคลนของให้เขากิน แต่ว่ากันตามจริงแล้ว เขายังไม่เคยกระทำเรื่องทำนองนี้มาก่อน
แต่เมื่อนึกถึงว่าเด็กในครรภ์ของจางเยียนอาจเป็นลูกเขา เขาก็ไม่อาจปฏิบัติต่อลูกของตนเองอย่างไม่เป็นธรรมได้ จึงได้แต่ทำเช่นนี้
เขาเอาน้ำพริกใส่เนื้อ ปลาแห้งกับมันเทศไปอย่างละเล็กละน้อย มารดาของเขาคงไม่สังเกตหรอกกระมัง?
จากนั้นยัดทั้งหมดนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้อ จูซานอาศัยช่วงที่ฟ้าเริ่มมืดแล้วลอบออกไปจากเรือน
ตอนที่จูซานแอบเข้าไปในครัว หลินซื่อไม่ทันสังเกต นางเก็บโต๊ะกินข้าว ล้างชามแล้วทำความสะอาดไปรอบหนึ่ง
จนกระทั่งนางทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ตระเตรียมจะเก็บของกลับพบว่าจำนวนไม่ถูกต้อง
“หรือข้าจะจำผิด?” หลินซื่อไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ นางนับดูอีกรอบแล้วค่อยออกไปยืนยันจำนวนกับสะใภ