ั้นก็ให้เขาไปอยู่กับคนที่ชอบเขาก็แล้วกัน พอดีเลย ข้าก็จะได้หมูตัวหนึ่งด้วย”
“เจ้าคงไม่ได้โกหกข้าหรอกนะ?”
“เปล่า ข้าไม่ได้โกหกเจ้าจริง ๆ ข้ากลับบ้านเดิมตอนเดือนหกก็ท้องได้เกือบสองเดือนแล้ว ช้ากว่าเมียเจ้าสี่ไปหน่อยเดียว…” จางเยียนชอกช้ำใจสุดแสน “ตอนนี้เจ็ดแปดเดือนเข้าไปแล้ว นับวันดูก็รู้ว่าเป็นลูกเจ้า”
จูซานมองท้องของนางอย่างไม่อยากจะเชื่อ
หมายความว่าเด็กในท้องนางเป็นลูกของเขา?!
นางถึงกับเอาลูกของเขาไปให้คนอื่นโดยไม่ให้เขารู้?
“เจ้าไม่เชื่อข้าใช่หรือไม่?” ครั้นจูซานไม่พูดอะไร จางเยียนนึกว่าเขาไม่เชื่อจึงรีบพูดขึ้นมา “โหยวโหย่ว จริง ๆ นะ ข้าไม่ได้โกหกเจ้า ข้ากล้าสาบานว่าสิ่งที่ข้าพูดมาล้วนเป็นความจริง ถ้าข้าโกหกเจ้า ขอให้ข้าไม่ได้ตายดี”
“ในเมื่อเป็นลูกข้า ทำไมเจ้ายังเอาไปให้คนอื่นลับหลังข้า? เจ้าคิดว่าข้าไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกงั้นหรือ?”
“เปล่านะ ข้าแค่กลัวว่าท่านแม่จะไม่ชอบเขา จริง ๆ นะ ข้าไม่อยากให้ลูกเป็นเหมือนเด็กสองคนนั้นของพี่สะใภ้ใหญ่ที่ถูกท่านแม่ใช้ไม้กวาดตามหวดทั้งวัน ข้าแค่อยากให้เขาเกิดมาในครอบครัวธรรมดาทั่วไป สามารถได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในบ้านหลังนั้น ไม่ใช่ถูกตั้งแง่รังเกียจ” จางเยียนคิดเช่นนั้น
นางคิดว่าตนเองคงไม่โชคร้ายเหมือนมารดาที่คลอดลูกสาวออกมาตั้งแต่ครรภ์แรก ๆ
แต่แม่สามีกลับโปรดปรานเพียงเด็กผู้หญิง ทำให้นางรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างมาก คิดว่าในเมื่อแม่สามีไม่ชอบ เช่นนั้นก็ย