อกล่าวกับหลิ่วซื่อที่อยู่ข้าง ๆ เสียงเบา “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านว่าหญิงปากสว่างมาหาท่านแม่ทำไม?”
“ไม่รู้” หลิ่วซื่อพึมพำ สนใจแต่ดอกไม้ที่อยู่ในมือ
หลี่ซื่อได้ยินแล้วก็ถึงกับหมดอารมณ์ ถ้าหลินซื่อหรือเสี่ยวเม่ยอยู่ด้วยจะต้องคุยกับนางได้แน่นอน มีแต่พี่สะใภ้ใหญ่ที่ปิดปากสนิทตลอดเวลา น่าอึดอัดจะตายชัก
ครั้นเข้าไปในเรือนแล้ว เย่อวี๋หรานก็รินน้ำให้ภรรยาของจูหย่งหนิง
จวบจนยามนี้ หญิงปากสว่างจึงยอมวางตะกร้าบนหลังลง นางดื่มน้ำแล้วกล่าวอย่างหน้าหนาว่า “คือว่าเสี่ยวเม่ยย้อมผ้าเป็นไม่ใช่หรือ? ข้าอยากให้เสี่ยวเมยช่วยย้อมสีผ้าให้หน่อย เจ้าว่าได้หรือไม่?”
เย่อวี๋หรานเหลือบมองตะกร้าใบใหญ่ด้านหลังนาง “เจ้าคงไม่ได้หมายถึงของในตะกร้าใบนั้นทั้งหมดกระมัง?”
ดูเหมือนว่าตะกร้าใบใหญ่นั้นจะใส่ของเอาไว้ไม่น้อย
“ไม่ใช่ของบ้านข้าคนเดียว ยังมีของญาติสนิทมิตรสหายอีกไม่น้อย นี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น…” หญิงปากสว่างแลบลิ้นเลียริมฝีปาก
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “สรุปว่ามีกี่ครอบครัว? เป็นญาติของเจ้าทั้งหมด?”
“ใช่ เป็นญาติทางบ้านเดิมของข้าหมดเลย” หญิงปากสว่างยืนยัน
“แล้วเจ้าได้บอกญาติทางนั้นหรือไม่ว่าพวกข้าไม่ได้ย้อมสีให้เปล่า ๆ หรอกนะ?”
“อะไรนะ เก็บเงินด้วย?!” หญิงปากสว่างเบิกตากว้างในทันใด “พวกเราคนบ้านเดียวกันแท้ ๆ ทำไมต้องเก็บเงิน?”
“แล้วทำไมถึงจะไม่เก็บเงินเล่า?” เย่อวี๋หรานเริ่มมีน้ำโห “ของเจ้าก็ไม่ใช่แค่พับสองพับ ตะกร้าใหญ่