ยวเม่ยเก่งจริง ๆ ก่อนหน้านี้ได้ยินว่านางทำชาดและแป้งผัดหน้าด้วย ตอนนี้กระทั่งย้อมผ้าก็ยังทำเป็น จูต้าเหนียง ท่านช่างมีวาสนานัก” ภรรยาของจูถงฮว่าเอ่ยชมจูปาเม่ยหลายคำ
เย่อวี๋หรานยิ้มรับแล้วพูดว่า “กล่าวกันว่าลูกสาวจึงจะเป็นแก้วตาดวงใจของมารดา เสี่ยวเม่ยตอนเด็กไม่รู้เรื่องรู้ราว ดื้อไปหน่อย ตอนนี้ค่อย ๆ โตขึ้นแล้ว รู้ความแล้ว รู้จักแบ่งเบาภาระคนในครอบครัว ฝีมือเท่านั้นของนางไม่กล้าบอกว่าสูงส่งอะไร แต่ว่าในสถานที่ชนบทอย่างพวกเราก็ไม่ได้พิถีพิถันอะไรอยู่แล้ว แค่ใช้งานได้ก็พอ”
“ใช้งานได้อะไรกัน จูต้าเหนียง ข้ากล้าพูดเลยว่าในหมู่บ้านละแวกนี้ไม่มีใครเก่งกาจเท่าเสี่ยวเม่ยของท่านอีกแล้ว” เมื่อก่อน คนในหมู่บ้านใครบ้างไม่พูดว่าจูปาเม่ยนิสัยเปราะบาง แต่งไม่ออก?
แต่ตอนนี้ดูแล้ว จูปาเม่ยอายุเท่านี้ก็สามารถหาเงินเข้าครอบครัวได้ คนที่ชมเชยนางจึงมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
แม้แต่ภรรยาของจูถงฮว่าซึ่งเพิ่งกลับมาจากบ้านมารดา ยังมีคนมาสอบถามเรื่องจูปาเม่ยจากนาง
เมื่อเย่อวี๋หรานได้ยินนางพูดถึงเรื่องนี้ก็ส่ายศีรษะ “ไม่ได้ เสี่ยวเม่ยยังเล็กอยู่ ถ้าจะพูดเรื่องมงคลต้องรออีกสักหลายปี”
“ข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน” เรื่องที่จูต้าเหนียงรักลูกสาวเป็นที่รู้กันทั่วหมู่บ้านสกุลจู ภรรยาของจูถงฮว่าจะรับปากเป็นแม่สื่อให้ผู้อื่นโดยไม่มีหัวคิดได้อย่างไร?
อย่าโง่ไปหน่อยเลย ครอบครัวไม่มีอะไรสักอย่างยังอยากมาสู่ขอลูกสาวผู้อื่น ผู้อื่นไ