ูกคนพบ ความสงสัยสามส่วนนั้นก็เพิ่มขึ้นเป็นเก้าส่วน
ส่วนเดียวที่ขาดไป ก็คือบิดาของเขายอมรับเองกับปาก
“ท่านพ่อ”
ลูกชายคนที่สามพลันปรากฏตัวตรงหน้าทำเอาจูเหล่าโถวสะดุ้งตกใจ “ตกใจหมด เจ้าไม่มีธุระมาทำให้คนตกใจทำไม?”
“ถ้าในใจท่านไม่มีผี (พิรุธ) จะต้องกลัวอะไร?” จูซานกล่าวอย่างขุ่นเคือง
“ผีเผออะไรกัน กลางวันแสก ๆ อย่ามาพูดจาส่งเดช มีเรื่องอะไร วันนี้ไม่ไปจับนกแล้ว?” จูเหล่าโถวสงสัย ปกติเวลานี้เจ้าสามน่าจะไปจับนกบนเขาไท่ตังกับพวกน้องชายสองคนนั้นแล้วไม่ใช่หรือ?
ว่ากันตามตรง ถึงบางครั้งจะจับได้ บางครั้งจับไม่ได้ แต่นานทีได้กินนกทอดกรอบสักหลายตัว กลิ่นหอมนั้นยั่วใจไม่หยอก
“วันนี้แดดแรง อยากพักสักวัน”
จูเหล่าโถวเงยหน้ามองท้องฟ้า “อากาศดีออกนี่นา ปกติแดดแรงกว่านี้เสียอีก เจ้าก็ยังออกไปไม่ใช่เรอะ? ทำอะไรต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่อาจล้มเลิกกลางคัน ไม่อย่างนั้นก็ทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง เจ้าเข้าใจไหม?”
พูดถึงตอนท้ายยังสั่งสอนจูซานอีกด้วย
จูซานฟังแล้วก็ยิ่งคับข้องใจกว่าเดิม ท่านมาพัวพันกับแม่ม่ายแล้วยังกล้ามาตำหนิข้า?
“ท่านพ่อ ท่านเพิ่งกลับมาจากที่ไหน?”
“ข้ายังจะไปไหนได้? เกี่ยวข้าวเสร็จแล้วไม่มีอะไรทำก็ออกมาเดินเล่นน่ะสิ”
“งั้นท่านไปเรือนแม่ม่ายฉินทำไม? ไปหาลูกชายนาง?”
จูเหล่าโถวหัวใจกระตุก หันไปมองจูซาน เขาว่าแล้วเชียว วันนี้เจ้าสามไม่ไปจับนก ที่แท้มาดักรอเขาอยู่ตรงนี้เอง
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ข้า