ต่ก็ยังกินข้าวที่เขากับพี่ใหญ่ปลูก ช่างหน้าหนาเสียจริง
จูต้าเงียบไปนานก่อนจะพูดขึ้นว่า “ท่านแม่พูดอย่างหนึ่งได้ถูกต้อง”
จูเอ้อร์ถาม “พูดว่าอะไร?”
“ท่านพ่อมีที่ดินอยู่ไม่กี่หมู่ พวกเราพี่น้องหลายคนแบ่งกันคนละหมู่ก็ยังไม่พอ ถ้าไม่หาทางออกอื่นเอาไว้ ทุกคนก็คงได้หิวตายกันหมด”
จูเอ้อร์ “…”
เขาก็เงียบขรึมลงเช่นกัน
แต่ว่านอกจากทำนาแล้ว พวกเขายังทำอะไรได้อีกหรือ?
ครั้นเลื่อนสายตาขึ้นไปมองแหจับปลาในลานเรือน เขาก็อดที่จะหวั่นใจไม่ได้
“พี่ใหญ่ ท่านว่าพวกเราไปจับปลาเหมือนเจ้าสามดีหรือไม่? เขาไท่ตังลูกใหญ่ขนาดนั้น พวกเราไปจับปลาไกลสักหน่อย ไม่ไปจับปลากับพวกเขาก็พอแล้วนี่นา พวกเราเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด พวกเขาจะกล้าไม่ไว้หน้าพวกเราเลยหรือ?”
“ขายให้ใคร?”
“ก็ขายให้คนหมู่บ้านใกล้เคียงอย่างไรเล่า เจ้าสามมีกันอยู่แค่สามคน พวกเขายังจะเอาไปขายให้ทุกคนได้อยู่หรือ? ไม่ได้แน่นอน อย่างนั้นพวกเราก็ไปกันให้ไกลหน่อย ขายให้คนที่อาศัยอยู่ไกลออกไป ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจับปลาจะยากกว่าทำนา? แค่ต้องพยายามให้มากหน่อย จะต้องจับปลาได้แน่นอน”
“ใกล้จะถึงหน้าหนาวแล้ว จับปลาได้ไม่เท่าไหร่ก็ลงน้ำไม่ได้แล้ว”
“ทำนาก็เหมือนกันนี่นา ถึงหน้าหนาวก็ทำไม่ได้แล้วเหมือนกัน”
……
เห็นได้ชัดว่าจูเอ้อร์ประเมินความเคลื่อนไหวของเย่อวี๋หรานง่ายเกินไป ในเมื่อนางเดิมพันกับจูเหล่าโถว ตกลงกันแล้วว่าต่างคนต่างรับผิดชอบที่นากึ่งหนึ่ง ย่อมต้องมีความเ