ามเห็นใจจากน้องสะใภ้สี่เลยล่ะ?
ส่วนจูเหล่าโถวคิดไม่ถึงเลยว่าเพียงนอนหลับตื่นขึ้นมา ภรรยาที่ไปรับลูกสะใภ้ไม่ได้พาคนกลับมาด้วยก็แล้วไปเถอะ แต่นี่ยังเสียลูกสะใภ้ไปคนหนึ่ง?
เขามีสีหน้าตื่นตะลึง “ปลดไปทั้งอย่างนี้? ทางนั้นก็ตกลง? เมียข้า เจ้า…”
“ข้าจะทำไม? ข้าตัดสินใจเองไม่ได้รึ? เจ้าคิดดูเอาเถอะว่ามีลูกสะใภ้ที่ไหนกลับบ้านเดิมก็ไปอยู่เสียหลายเดือน? บ้านเดิมของนางบิดาพิการหรือมารดาเสียแล้วงั้นหรือ จึงต้องการคนไปปรนนิบัติ?” เย่อวี๋หรานมองตอบกลับไปอย่างเย็นชา
“แต่ว่าเจ้าสามจะทำอย่างไร?” จูเหล่าโถวมองไปทางจูซาน หวังว่าลูกชายคนนี้จะหัวดื้อสักหน่อย แสดงความไม่เห็นด้วยออกมา “เจ้าปลดเมียของเขาไปแล้ว เขาก็ไม่มีเมียแล้วน่ะสิ”
ใครจะคาดว่าจูซานกลับทำเหมือนไม่ได้ยิน ก้มหน้ามองชามข้าวของตัวเอง
จูเหล่าโถวโมโหยิ่งนัก เจ้าเด็กนี่ เมียก็ไม่มีแล้ว เจ้ายังไม่รู้จักพูดอะไรหน่อยรึ? ช่วยแสดงท่าทีหน่อยได้ไหม?
จูซาน…
“ไม่มีแล้วก็หาใหม่ได้นี่นา? สกุลจูของข้าเคยขาดแคลนลูกสะใภ้ด้วยหรือ?” เย่อวี๋หรานพูด “ลูกสะใภ้ที่จิตใจไม่อยู่บ้านแม่สามีจะเอามาทำไม? ให้นางมาจุนเจือบ้านเดิมเรอะ? มีใจจุนเจือบ้านเดิมแบบนั้นยังไม่สู้หาสะใภ้ที่ดีกว่าสักคน”
จากนั้นก็ปลอบใจจูซานต่อหน้าทุกคน บอกว่าต่อไปความเป็นอยู่ของครอบครัวจะต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ และหาภรรยาใหม่ได้แน่นอน
“ทำใจให้สงบดีกว่า ข้าคิดไว้แล้วว่าหลังช่วงปีใหม่ ต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าจ