ุลจางของพวกเจ้าไม่อยากจะญาติดีกับสกุลจูของพวกข้าแล้วใช่หรือไม่? ได้สิ ไม่อยากจะนับญาติกันแล้วก็ทางใครทางมัน จะได้ไม่มาหาว่าสกุลจูข้าไม่รู้จักอาย แต่งลูกสะใภ้มาไม่ได้ ยังจะมาเทียวไล้เทียวขื่อลูกสาวของคนอื่น จางเยียนยังอยากจะเป็นสะใภ้สกุลจูหรือไม่ ให้นางออกมาพูดให้ชัดเจน”
สะใภ้ใหญ่คิดไม่ถึงว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้คิดจะหักก็หัก นางจึงลุกขึ้นมาตบโต๊ะทีหนึ่ง “ท่านพูดอะไร? สะใภ้ที่ออกเรือนแล้วจะมาเยี่ยมบ้านมารดาก็ไม่ได้? จางเยียนโตมาได้เพราะกินข้าวบ้านสกุลจาง สกุลจางจะให้นางทำงานสักหน่อยแล้วจะทำไม? เลี้ยงหมูตัวหนึ่ง ปีใหม่ยังฆ่าหมูได้ แต่จางเยียนมีราคากว่าหน่อย เลี้ยงมาจนโตป่านนี้ จะให้ตอบแทนบ้านมารดาสักนิดก็ไม่ได้ แล้วจะมีนางไว้ทำไม? ยังไม่สู้เลี้ยงหมูสักตัว”
“บ้านสกุลจางของพวกเจ้าอยากได้ลูกสาวอย่างไรก็เป็นเรื่องของคนสกุลจาง จะเป็นหมูหรือคนพวกข้าไม่สนใจ ข้าแค่อยากถามคำเดียว จางเยียนยังเป็นลูกสะใภ้บ้านสกุลจูอยู่หรือไม่” เย่อวี๋หรานจ้องสะใภ้ใหญ่ตาไม่กะพริบ ยืนกรานไม่ยอมเลิกรา “ถ้าใช่ เจ้าก็ให้นางออกมา ถ้านางไม่ยอมรับได้ อย่างมากก็แค่หนังสือหย่า สองบ้านตัดขาดการไปมาหาสู่ ต่างฝ่ายต่างไปตามทางของตัวเอง”
ท่านย่าจางสะดุ้งตกใจ รีบพูดว่า “เปล่า ๆ เยียนเอ๋อร์ไม่ได้คิดเช่นนั้น…แม่เขย เจ้าใจเย็นก่อน เยียนเอ๋อร์ยังเป็นลูกสะใภ้บ้านพวกเจ้า ข้ายอมรับ ๆๆ…”
“ยอมรับอะไร ผายลมสิ้นดี! ดูไม่ออกหรือว่าพวกนา