ี่ยังใช่ลูกสาวที่ออกเรือนแล้วก็เท่ากับน้ำที่สาดออกไปอยู่รึ? ต่อให้อยากช่วยเหลือครอบครัวมารดาแค่ไหน ก็คงไม่มีลูกสาวแต่งออกคนไหนช่วยเหลือบ้านมารดากันเช่นนี้หรอกกระมัง?”
ท่านย่าจางมีท่าทางกระอักกระอ่วนใจ “เยียนเอ๋อร์หรือ เยียนเอ๋อร์นาง…”
นางไม่รู้เลยว่าต้องหาข้ออ้างอะไรมากลบเกลื่อน
สะใภ้ใหญ่ถือกาทองแดงกับจอกสองใบออกมา และพูดว่า “แม่สามีของเยียนเอ๋อร์ ท่านพูดจาเช่นนี้ กล้ามาสู่ขอลูกสาวคนอื่นไปเป็นลูกสะใภ้ แต่กลับไม่ยอมให้นางดูแลครอบครัวตนเองเลยหรือไร? ถ้าเป็นดังท่านว่า พอลูกสาวท่านออกเรือนไปแล้วก็ไม่อาจกลับมาเยี่ยมท่านบ่อย ๆ ทั้งยังไม่อาจกลับมาช่วยท่านทำงานได้แล้วสิ?”
จากนั้นก็เทน้ำใส่จอกจนเสียงดัง แล้วกระแทกกาทองแดงใบใหญ่ลงบนโต๊ะ เชิญพวกนางดื่มน้ำอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ จะได้ไม่มาหาว่านางรับรองได้ไม่รอบคอบ
เฮอะ เฮอะ! เจอคนร้ายกาจแล้ว? เย่อวี๋หรานเลิกคิ้วไม่ยอมรับจอกน้ำ เพียงมองไปมองมาระหว่างท่านย่าจางกับสะใภ้ใหญ่ “สกุลจางของพวกท่าน ใครมีสิทธิ์พูดกันแน่?”
ท่านย่าจางไม่กล้าส่งเสียง “นี่…”
สะใภ้ใหญ่หย่อนบั้นท้ายนั่งลงบนเก้าอี้ข้าง ๆ “ใครมีสิทธิ์พูด คนที่มีตาก็คงจะดูออกกระมัง? นอกจากคนผู้นั้นจะไม่มีตา”
“เมียเจ้าใหญ่…” ท่านย่าจางร้องขึ้นและคิดจะพูดอะไรบางอย่าง ปรากฏว่าอีกฝ่ายปรายตามองมา นางก็ไม่กล้าพูดต่อแล้ว
“โอ้โห ข้านับว่าดูออกแล้ว” เย่อวี๋หรานตบโต๊ะเสียงดังแล้วลุกขึ้นกล่าวเสียงเย็นว่า “สก