งให้ตัวเอง “วันนี้ร้อนยิ่งนัก พวกเจ้ารีบรุดมาเช่นนี้ ระหว่างทางคงลำบากกันน่าดู”
“ยังดีอยู่ คนอื่น ๆ ในบ้านเจ้าไปเกี่ยวข้าวกันหมดแล้ว?” แม้เย่อวี๋หรานจะเห็นอกเห็นใจอีกฝ่าย แต่จุดยืนของนางตอนนี้คือ ‘มาหาเรื่อง’ ทำให้ไม่อาจแสดงท่าทีประนีประนอมเกินไป ดังนั้นน้ำเสียงจึงไม่ได้ดีมากนัก
“ใช่แล้ว ไปเกี่ยวข้าวกันหมด ยังไม่เสร็จเลย แม่เขยมาตอนนี้เก็บเกี่ยวเสร็จกันแล้วหรือ? พวกเจ้าช่างเก็บเกี่ยวกันรวดเร็วจริง ๆ” ท่านย่าจางกล่าว “ช่วงนี้ของปีร้อนจริง ๆ นั่นแหละ ไม่รู้ว่าฝนจะตกตอนไหน จะได้เย็นขึ้นบ้าง”
เย่อวี๋หรานไม่ได้ตอบรับคำพูดท่อนแรก ๆ แต่มองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ “กำลังตากเมล็ดข้าวกันแท้ ๆ ยังมีใครอยากให้ฝนตกอยู่หรือ?”
ข้าวในนายังเก็บเกี่ยวไม่หมด หรือไม่ก็ยังตากไม่เสร็จ ถ้าฝนตกลงมาตอนนี้ ยังอยากมีชีวิตต่อไปอยู่ไหม?
“ไม่ใช่ ข้าได้หมายความเช่นนั้น ความหมายของข้าก็คือ…” ท่านย่าจางตระหนักได้แล้วว่าตนเองพูดจาผิดไปแล้วก็รีบเปลี่ยนคำพูด “ข้าหมายความว่าช่วงนี้ร้อนยิ่งนัก ถ้าอากาศเย็นลงสักหน่อยก็ดีน่ะสิ”
“สะใภ้สามของข้าเล่า?” เย่อวี๋หรานวกกลับมาเรื่องเดิม นางถามว่า “นางอยู่ที่ใดกันแน่? ไม่ใช่ว่าในวันที่อากาศร้อนเช่นนี้ พี่สะใภ้ของนางรั้งอยู่ในเรือน แต่นางซึ่งเป็นลูกสาวที่ออกเรือนไปแล้วกลับต้องตามพวกผู้ชายในบ้านไปทำนากันหรอกกระมัง? ที่นาของครอบครัวแม่สามีไม่รู้จักมาช่วย กลับมาช่วยคนบ้านแม่ตัวเองทำนา น