างสำรวจไปทั่วบริเวณอย่างเงียบ ๆ
ว่ากันตามตรงแล้ว เรือนสกุลจางไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่าเรือนพวกเขา แต่ว่าสมาชิกครอบครัวสกุลจางก็มีไม่มากเช่นกัน ประกอบกับพี่น้องของจางเยียนก็มีกันอยู่ห้าคนเท่านั้น ห้องปีกสองฝั่ง ฝั่งละสองห้อง เพียงพอให้พวกเขาพี่น้องอาศัยอยู่กันได้
ไม่เหมือนเรือนสกุลจู แบ่งครึ่งห้องใหญ่แต่เดิมเป็นสองห้องเล็กแล้วก็ยังแออัด
พื้นที่ว่างหน้าเรือน ยามนี้มีเสื่อปูอยู่ไม่น้อย บนนั้นตากเมล็ดข้าวเอาไว้
“อ้อ แม่ลูกเขยเองหรอกหรือ…” ชั่วขณะที่ท่านย่าจางมองเห็นเย่อวี๋หราน สีหน้าก็พลันแข็งค้างไปเล็กน้อย แล้วจึงรีบฉีกยิ้ม “เจ้ามาได้อย่างไร? อยู่ตั้งไกล ทั้งยังอยู่ในช่วงเกี่ยวข้าว ยุ่งไม่หวาดไม่ไหว โธ่เอ๋ย จริง ๆ เลย ไกลปานนี้ลำบากเจ้าต้องเดินทางมา…เจ้ามีธุระอะไรฝากคนมาบอกกล่าวสักคำก็ได้นี่นา ไยต้องมาเองด้วย?”
แล้วเชื้อเชิญทั้งสองเข้าไปในเรือน บอกว่าด้านนอกปูเสื่อเต็มไปหมด รกยิ่งนัก ไม่มีที่ทางให้นั่ง ในห้องโถงค่อยเย็นสบายหน่อย เข้าไปนั่งข้างในเถอะ
เย่อวี๋หรานเดินเข้าไปในห้องโถง ในใจก็นึกเสียดสี ฝากคนมาส่งข่าว จะได้รอให้พวกเจ้าคลอดเด็กออกมาก่อนกระมัง?
จูซานมีสีหน้าเย็นชา ท่าทางไม่พอใจมาก
“เมียเจ้าสามเล่า?” นางไม่ได้เสแสร้งไปกับพวกเขา แต่ตีหน้าเย็นชา กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรียกนางออกมา ถึงช่วงเก็บเกี่ยวแล้วยังไม่รู้จักกลับบ้านแม่สามีไปช่วยงาน คิดจะงอกรากอยู่บ้านแม่ตัวเอง ไม่ยอมรับบ้านสก