ว่าบ้านนั้นทั้งบ้านล้วนโง่งม มีแค่จูอู่ที่ดีหน่อย พูดภาษาคนได้”
“เฮอะ! ถ้าไม่ใช่เพราะจูอู่หาทางลงให้ ข้าคงจะตอกหน้าเขากลับไปตรงนั้นแล้ว” นึกถึงคำพูดที่จูอู่ชมเชยพวกนางในตอนท้าย จูซานเสิ่นค่อยพอจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
แม้จูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่อจะรู้สึกกระอักกระอ่วน แต่ก็ยังเทน้ำใส่จอกแล้วยกขึ้นหันไปทางจูเหล่าโถว ขอบคุณที่เขาพาลูกชายมาช่วย
จูเหล่าโถวย่อมตระหนักดีว่าที่เขาพูดไม่ได้หมายความเช่นนั้น สิ่งที่เขาต้องการจะสื่อก็คือ บ้านข้าอย่างน้อยก็มีน้ำพริกใส่เนื้อให้กิน บ้านพวกเจ้าไฉนกระทั่งหนังหมูสักแผ่นก็ไม่มีปัญญาซื้อ ได้แต่ใช้น้ำเปล่าต้มผักเช่นนี้?
ความหมายในคำพูดของเขาก็คือ ข้าคิดไม่ถึงว่าความเป็นอยู่ของพวกเจ้าจะย่ำแย่ถึงเพียงนี้ ถ้ารู้แต่แรกคงจะให้เมียข้าส่งอะไรมาให้นานแล้ว
ทว่าบุพการียังอยู่ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องแสดงความกตัญญูต่อผู้อาวุโสทั้งสอง
น่าเสียดาย ทุกครั้งที่จูเหล่าโถวจะแพร่งพรายความอยู่ดีกินดีของบ้านตัวเองออกไป ก็เป็นต้องถูกจูอู่สกัดเอาไว้ทุกครั้ง ไม่ยอมให้เขาได้พูดออกมา
ล้อเล่นกันหรือไร ‘เนื้อ’ ในเรือนเท่านั้นมีพอแบ่งให้ใคร ๆ ด้วยหรือ?
ไม่เห็นเรอะว่าท่านแม่ครุ่นคิดหาวิธีทำให้ทุกคนได้กินอิ่มท้องกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน?
พี่สะใภ้สี่อุ้มท้องโตเช่นนั้นแล้วยังต้องไป ๆ มา ๆ แลกเปลี่ยนสิ่งของกับผู้อื่น เพื่ออะไรกัน? ยังไม่ใช่เพื่อหาเสบียงมาเพิ่มให้คนในครอบครัวหรือไร?
ยังมีเสี่ยวเม่ย