คิดเรื่องนี้ก่อนจะสลัดทิ้งในท้ายที่สุด ช่างมันก่อน นาง ‘หิว’ มากกว่า และไม่อยากกลืนพุทราทั้งลูกโดยไม่เคี้ยว[1]
เฮ้อ … นางผลักคนข้างตัวทีหนึ่ง ดูเหมือนคุณชายกานจะมีพื้นที่ในจินตนาการบางอย่าง
ไม่รู้ว่าครั้งหน้าที่เจอเขา นางจะละอายหรือไม่ จะรู้สึกกระอักกระอ่วนรึเปล่า?
ยามที่เย่อวี๋หรานลุกขึ้นจากเตียง ลูกสะใภ้หลายคนก็ล้วนลุกขึ้น ต่างคนต่างกำลังยุ่ง
หลังมื้อเช้า พวกผู้ชายไปที่ทุ่งนาเพื่อเกี่ยวข้าว ส่วนพวกผู้หญิงมีหน้าที่เรื่อง ‘นวดข้าว’ ต่อ
แม้ว่าเย่อวี๋หรานจะคิดวิธีดี ๆ ที่จะใช้ฟางโต่วแทนท่อนไม้ แต่การตากเมล็ดข้าวก็ทำให้นางจนปัญญา
ดินสมัยก่อนไม่เหมือนในปัจจุบัน ส่วนบ้านคนมีเงิน ดินทั้งผืนจะถูกปูด้วยพื้นหินเขียว แล้วครอบครัวชาวไร่อย่างพวกเขาจะสามารถปูพื้นเช่นนั้นได้อย่างไร?
แต่อาหารไม่สามารถตากแห้งบนพื้นดินได้ใช่หรือไม่?
ดังนั้นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนจึงเข้ามามีบทบาทในเวลานี้
นั่นคือ ‘เสื่อ’
ปูเสื่อบนลานบ้านทีละผืน ตีข้าวบนเสื่อด้วยการกางออก แล้ว ‘เสริม’ ด้วยคราดฟันตะปูไม้ไผ่คล้าย ‘อุ้งมือของเด็ก’ สองสามครั้ง รวบรวมและทำความสะอาดกิ่งไม้ที่ร่วงหล่นกระจัดกระจาย
เวลานี้มักจะใช้เด็ก ๆ ในบ้าน ด้วยการให้ตะบองไม้ไผ่แก่พวกเขา เพื่อรับผิดชอบเฝ้าขับไล่พวกนกที่จะมาขโมยข้าว
ถ้าเด็ก ๆ ไม่ยอมทำ เช่นนั้นผู้ใหญ่ก็ต้องออกไปเฝ้าด้วยตัวเอง
อาหารที่หามาได้อย่างยากลำบากจะให้นกกระจอกมากินได้อย่างไร?
ต้าเป่าแล