มือกับครอบครัวอื่นทำออกมาใช้งานสักอัน แล้วผลัดเวียนกันใช้ ทั้งสะดวกและประหยัดวัสดุเป็นไหน ๆ”
……
ไม่เพียงแต่แนะนำให้คนในหมู่บ้าน ผู้ใดบ้างจะไม่บอกต่อบ้านมารดาและญาติ ๆ ของตนเอง?
บอกต่อกันไปเป็นทอด ๆ เช่นนี้ ในไม่ช้าก็มีชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณเชิงเขาไท่ตังจำนวนมากที่ใช้งาน ‘ฟางโต่ว’ ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว
บัดนี้ มันยังมีชื่อเรียกแบบอื่นเพิ่มขึ้นมา เป็นต้นว่า เย่โต่ว เย่ซื่อฟางโต่ว (ฟางโต่วสกุลเย่) หรือจูซื่อฟางโต่ว (ฟางโต่วสกุลจู)
แต่ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกแบบไหน พวกมันล้วนมีไว้สำหรับ ‘นวดข้าว’
แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องราวในภายหลังแล้ว
ขณะนี้ในลานเรือนสกุลจู หลังกานอี้เซียนจากไปแล้ว สตรีทั้งหลายก็ยืนล้อมกระต่ายสองตัวและไก่ป่าหนึ่งตัว สายตาจับจ้องพวกมันอย่างหมายมั่น
“ท่านแม่ คุณชายกานผู้นี้เป็นใครหรือเจ้าคะ? ไฉนเขาต้องเอากระต่ายกับไก่ป่ามาให้พวกเราด้วย?” หลี่ซื่อเพียงมองขนของกระต่ายกับไก่ป่าเหล่านั้นก็ทราบว่าทั้งสามตัวอยู่ในช่วงที่มีเนื้อสมบูรณ์ที่สุด เอาไปทำอาหารจะต้องอร่อยเลิศแน่นอน
“เจ้านึกว่าของพวกนี้ได้มาเปล่า ๆ?” เย่อวี๋หรานมองนางแวบหนึ่ง “ไม่เห็นหรือว่าข้าเอาของใส่ตะกร้าเขาไปหนึ่งกระสอบ? นี่คือการแลกเปลี่ยนกันต่างหาก”
“แลกเปลี่ยน? สิ่งของอะไรกันจึงใช้แลกเนื้อได้มากมายเช่นนี้?” หลี่ซื่อนึกสงสัย
“เขาเป็นใครข้าไม่รู้หรอก แต่เขาบอกว่าตัวเองเป็นนายพราน พวกเจ้าทุกคนต้องปิดปากให้สนิท เข้าใ