จหรือไม่?” เย่อวี๋หรานกล่าวเตือน “ถ้าพูดอะไรที่ไม่ควรพูดออกมาก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน ข้าไม่ไปช่วยพวกเจ้าออกมาจากคุกตารางหรอกนะ”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘คุกตาราง’ กระทั่งหลี่ซื่อที่พูดมากก็ไม่กล้าถามต่อ นางเอามือป้องปากแล้วพูดว่า “ข้าไม่ถามแล้วก็ได้ ท่านแม่ เย็นนี้พวกเราทำเนื้อกินกันใช่ไหมเจ้าคะ?”
“ช่วงนี้ก็กินเนื้อกันตลอดไม่ใช่รึ?”
“น้ำพริกใส่เนื้อนั่นจะมีสักเท่าไหร่เชียว ได้กินแค่คนละหนึ่งช้อน ไม่พอยาซอกฟันด้วยซ้ำ…” หลี่ซื่อบ่นอุบ
“บ้านเรายังมีน้ำพริกใส่เนื้อให้เจ้ากิน ลองเปลี่ยนเป็นบ้านผู้อื่นสิ วัน ๆ ได้แต่กินโจ๊ก กินจนเจ้าเบื่อตายพอดี” เย่อวี๋หรานพูดเช่นนั้น แต่ก็ไม่ลืมบอกให้หลี่ซื่อกับหลินซื่อติดไฟ เตรียมจะถลกหนังกระต่ายและถอนขนไก่
หลี่ซื่อกล่าวขึ้นว่า “ท่านแม่ ข้าเห็นว่าขนของกระต่ายพวกนี้ล้วนไม่บุบสลาย ถ้าถลกหนังดี ๆ อาจเอามาทำเสื้ออ่าวตัวเล็ก ๆ ได้เลยนะเจ้าคะ ให้ข้าทำเถอะเจ้าค่ะ ข้าเคยเห็นพ่อข้าถลกหนังกระต่ายมาก่อน ข้าถลกหนังมันได้ไม่มีปัญหา”
เย่อวี๋หรานมองท้องอุ้ยอ้ายของนางแล้วก็มีสีหน้าหนักใจ “เจ้ายังตั้งครรภ์อยู่นะ”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าไม่กลัว ข้าใจเด็ดยิ่งนัก”
เย่อวี๋หราน “…”
อีกฝ่ายมีท่าทีไม่ยี่หระเช่นนั้นแล้ว นางจะยังมีอะไรให้พูดอีก?
นางจึงให้หลี่ซื่อถลกหนังกระต่าย ว่ากันตามตรง นางรู้ว่าหนังกระต่ายสามารถนำมาฟอกสีได้ แต่ถ้าถามว่าต้องทำอย่างไร นางไม่รู้เลยสักนิด
หลินซื่อกระวีก