“…”
“ท่านแม่ ท่านกลับมาแล้ว” หลี่ซื่อเห็นนางก็ปาดเหงื่อเต็มหน้าแล้วกล่าวทักทาย
“อืม!” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าปั้นปึ่ง
จะไม่ให้หงุดหงิดอย่างไรไหว มีวิธีที่ดีกว่านี้อยู่ชัด ๆ แต่กลับใช้วิธีการที่โง่งมที่สุดเช่นนี้ นี่ไม่ใช่หาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ?
นางเข้าไปในเรือน
หลี่ซื่อมองตามเงาหลังของแม่สามีด้วยสีหน้างุนงง นางหันมาถามหลิ่วซื่อ “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านไปทำอะไรให้แม่สามีขุ่นเคืองหรือเปล่า?”
“น่าจะ…ไม่กระมัง” หลิ่วซื่อไม่มั่นใจ
นางไม่รู้ว่าได้ไปทำอะไรให้ท่านแม่ขุ่นเคืองหรือไม่ แต่นางคิดว่าตนเองเชื่อฟังยิ่งนักแล้ว หากแม่สามีก็ยังคงไม่ค่อยพอใจในตัวนางอยู่ดี แล้วนางจะทำอย่างไรได้?
“ท่านทำอะไรลงไป?”
“ข้าไม่รู้” หลิ่วซื่อหยิบท่อนไม้ที่วางทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมาเริ่มตีมัดข้าวอีกครั้ง
หลี่ซื่อไม่ได้ถอดใจง่าย ๆ นางขยับเข้ามาใกล้ ๆ “พี่สะใภ้ใหญ่ ขากลับท่านพูดอะไรไปใช่ไหม?”
“เปล่า”
“หรือท่านไม่ได้พูดอะไรกับท่านแม่เลย?”
“พูดอยู่”
“แล้วท่านพูดอะไรไป?”
“ไม่ได้พูดอะไรมาก”
หลี่ซื่อท้อใจ พูดกับพี่สะใภ้ใหญ่นี่เหนื่อยจริง ๆ นางถามอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ท่านคงไม่ได้พูดกับท่านแม่เช่นนี้กระมัง ท่านแม่ถามหนึ่งประโยค ท่านก็ตอบกลับไปหนึ่งประโยค เหมือนโบยสามไม้ก็ทำให้ผายลมออกมาไม่ได้[1]เช่นนี้?”
“อุ๊บ” หลินซื่ออดไม่ไหว หลุดหัวเราะออกมา
“เจ้าหัวเราะอะไร?” หลี่ซื่อหันไปถลึงตาใส่นาง
“ไม่มีอะไร ก็แค่นึกเรื่องเมื่อเย็นวานข