น้ำมาดื่มสักหน่อยแล้ว”
บรรดาลูกสะใภ้ต่างก็รีบไปหาน้ำดื่มกันยกใหญ่
“อุ๊บ…” เย่อวี๋หรานหลุดหัวเราะ “พวกเจ้าเพิ่งได้กินเป็นครั้งแรก พอกินจนชินแล้วก็ไม่เป็นอะไรแล้ว รสชาติร้อนเหมือนไฟนี้เรียกว่ารสเผ็ด พวกเจ้าไม่รู้สึกบ้างหรือว่าพอน้ำพริกหมูมีรสเผ็ดแบบนี้แล้วหอมขึ้นมากเลย”
“หอมเจ้าค่ะ แต่เผ็ดเกินไป นี่คือรสเผ็ดสินะ?” หลังดื่มน้ำแล้วหลี่ซื่อก็พบว่ารสชาติในปากเหมือนจะเผ็ดยิ่งกว่าเดิม
เย่อวี๋หรานใส่พริกแค่สามสี่เม็ดก็ทำน้ำพริกหมูออกมาได้โถใหญ่ ทั้งยังใส่ผักกาดขาวและหัวไชเท้าลงไปไม่น้อย ย่อมไม่ได้เผ็ดมากอย่างที่พวกนางพูด มิเช่นนั้นก็คงไม่กล้าให้พวกนางกินแล้ว
นับประสาอะไรกับหลินซื่อที่ต้องอยู่ไฟ นางจะกินเผ็ดได้หรือ?
แต่เป็นเพราะพวกนางไม่เคยกินของที่มีรสชาติเช่นนี้มาก่อน จึงรู้สึกว่าเผ็ดมาก
“อืม ตอนนี้กินแค่อย่างเดียวอาจรู้สึกว่าเผ็ดไปบ้าง แต่ต่อไปเอาไปกินกับแป้งกรอบหรือโจ๊ก พวกเจ้าก็ไม่รู้สึกว่าเผ็ดมากเท่านี้แล้ว”
เย่อวี๋หรานเรียกหาจูปาเม่ย ตักน้ำพริกหมูแบ่งใส่ถ้วยเล็ก ๆ ให้นางเอาไปส่งที่เรือนท่านปู่
“หา? ทำไมต้องเอาไปให้ที่เรือนท่านปู่ด้วย?” จูปาเม่ยยังนึกว่าเรียกตนเองมากิน ‘มื้อพิเศษ’ เสียอีก กลายเป็นว่าจะให้นางเอาของไปส่งเสียอย่างนั้น จึงไม่ใคร่เต็มใจไป
ครอบครัวของนางตัดขาดกับครอบครัวท่านปู่นานแล้ว ยังจะต้องส่งสิ่งของไปให้ทำไมกัน?
เย่อวี๋หรานจิ้มหน้าผากนาง “เจ้าโง่จริง เรื่องพี่เจ็ดของเจ้