ด เกรงว่าแบ่งอาหารได้ไม่เท่ากันแล้วก็จะเกิดปัญหาตามมา จึงเปลี่ยนไปทำ ‘น้ำพริกหมู’
“เมียเจ้าใหญ่ เจ้าสับเครื่องในหมูให้ละเอียด”
“เมียเจ้ารอง เจ้าไปล้างมันเทศมาสักหน่อย”
“เมียเจ้าสี่ เจ้าเลือกเอาแกนผักกาดขาวออกมาซิ”
……
ถึงแม้ไม่มีน้ำมัน แต่เย่อวี๋หรานก็ไม่กังวลใจ นางนำหมูสับไปคั่วในกระทะที่ร้อนได้ที่แล้ว จากนั้นก็ได้ยินเสียง ‘ซี่ ๆๆ’
ถึงจะน้อยแต่นี่ก็คือน้ำมันไม่ใช่หรือ?
ผัดจนเนื้อเปลี่ยนสี เย่อวี๋หรานก็เทพริกเฉาเทียนที่ซอยเสร็จแล้วใส่ลงในกระทะ ตามด้วยผักกาดขาว หัวไชเท้าหั่นฝอย รวมถึงต้นหอมซอย
ไม่มีเครื่องปรุงรสก็เติมน้ำเปล่าลงไปเพื่อไม่ให้เนื้อติดกระทะ
นางอยากได้รสสัมผัสข้น ๆ เหนียว ๆ จึงเอาแป้งมันผสมน้ำเทลงไปแล้วผัดให้เข้ากัน
ผ่านไปเพียงครู่เดียว น้ำพริกหมูหนึ่งโถใหญ่ก็เสร็จเรียบร้อย ก่อนจะวางทิ้งไว้ข้าง ๆ ให้เย็นลง
เย่อวี๋หรานใช้ตะเกียบแตะขึ้นมาชิมรส รสชาติของเนื้อย่อมมีอยู่แล้ว ยังมีรสชาติของหัวไชเท้าและรสเผ็ดจากพริกมาด้วย
การได้กินรสเผ็ดที่คุ้นเคยทำให้เย่อวี๋หรานรู้สึกพอใจยิ่งนัก!
ตอนที่นางชิมอยู่ ลูกสะใภ้ทั้งหลายต่างจ้องนางตาไม่กะพริบ
เย่อวี๋หรานเห็นแล้วก็นึกอยากหัวเราะ แล้วใช้ตะเกียบจิ้มน้ำพริกหมูส่งเข้าปากพวกนาง เพื่อให้พวกนางชิมรสชาติ “เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ซี้ด…ท่านแม่ นี่รสชาติอะไรเจ้าคะ?” หลี่ซื่อบอกไม่ถูก “อร่อยอยู่นะเจ้าคะ แต่รู้สึกเหมือนมีไฟลุกอยู่ในปาก ไม่ได้ ๆ ข้าต้องหา