วนฟังเจ้าของร่างเดิม ถึงสกุลจูจะจนไปหน่อย แต่ชีวิตของเจ้าของร่างเดิมกลับเสรียิ่งนัก
นางเก็บร่างกายของเจ้าของร่างเดิมมาได้ก็ยังนับว่าได้เปรียบ เพราะตำแหน่งในครอบครัวนางถือได้ว่า ‘สูงส่ง’
“เฮอะ! เมื่อครู่เขาไม่ได้พูดออกมา ข้าจะไม่รู้เชียวหรือว่าเขาคิดอะไรอยู่? เขาถูกแม่ตัวเองเกลี้ยกล่อมจนหวั่นไหวแล้ว คิดว่าข้าคลอดออกมาแต่ลูกสาว ต่อให้มีที่ดินทำนาก็ไม่มีลูกชายมาสืบทอด ไม่สู้เก็บไว้ให้ลูกชายสามคนของพี่ใหญ่ของเขาเป็น ‘น้ำใจ’ รอจนหลานพวกนั้นโตกันแล้วจะได้ดูแลเขาในยามแก่เฒ่า”
เย่อวี๋หรานเหงื่อตก รีบถามให้รู้เรื่องว่า “เลี้ยงดูตอนแก่? เจ้าคงไม่ได้คิดแบบเดียวกันกระมัง?!”
นางกลับลืมไปแล้วว่า ในสมัยโบราณ ผู้ที่สืบทอดวงศ์ตระกูลก็คือลูกชาย ครอบครัวไหนไม่อาจให้กำเนิดลูกชายได้ก็จะเงยหน้าไม่ขึ้น
“ลูกชายบ้านพี่ใหญ่เจอข้าอยู่ข้างนอกยังไม่เรียกสักคำว่าอาสะใภ้สาม แล้วยังจะเลี้ยงดูข้าหรือ? ข้าว่าถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่เลี้ยงดูข้าเลย หากยอมให้น้ำข้าสักถ้วย ข้าก็ขอบคุณฟ้าดินแล้ว” สำหรับครอบครัวพี่ชายของสามีตนเองแล้ว หลินหมู่ก็เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
เอาเปรียบครอบครัวตัวเองก็ช่างเถอะ แต่กลับเอาเปรียบแล้วยังไม่ยอมรับ ท่าทางขี้ขลาดเหมือนหมาป่าตาขาว จิตใจเย่อวี๋หรานยังจะสงบอยู่ได้อย่างไร?
นางรู้ดีว่าสุดท้ายแล้วลูกสาวก็ต้องออกเรือนไป นางไม่ได้คลอดลูกชายให้หลินซานโก่วก็จริง แต่ในใจนางก็รู้สึกอัดอั้น และเต็มไปด้วย