็ให้เขาไปสอนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็พอ
“เอ๊ะ ท่านแม่ สิ่งที่ท่านสอนคราวนี้มีเอกลักษณ์จริง ๆ เจ้าค่ะ เมฆสัมพันธ์กับฝน หิมะสัมพันธ์กับลม ตะวันโพล้เพล้สาดส่องฟ้าใส ห่านป่ากรายมา นางแอ่นจากจร นกน้อยหวนคืนนอนรัง แมลงร้องดังเสียงขรม[3]…” จูปาเม่ยท่องไปหลายประโยค “อันนี้ท่องง่ายมากเลย”
นางท่องอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก เย่อวี๋หรานกลับฟังจนจิตใจสะท้าน
นางสอนจูชีอยู่ในห้องไปรอบเดียว ส่วนจูปาเม่ยฟังจากในห้องที่อยู่ติดกัน รวมที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าท่องตามจูชีก็เป็นสามรอบเท่านั้น
แต่เพียงสามรอบ จูปาเม่ยกลับจำได้มากขนาดนี้?!
“ท่อนต่อไปล่ะ?” เย่อวี๋หรานคาดคั้น
“หืม?” จูปาเม่ยที่กำลังถักสร้อยข้อมือมีสีหน้าฉงนสงสัย
“ข้าถามว่าท่อนถัดจาก ‘นกน้อยหวนคืนนอนรัง แมลงร้องดังเสียงขรม’ คืออะไร?”
แม้จูปาเม่ยจะไม่เข้าใจว่ามารดาต้องการอะไรกันแน่ แต่ก็ยังท่องออกมาอย่างเชื่อฟัง “กระบี่ยาวสามฉื่อ ธนูหนักหกจวิน[4] หลิงเป่ยคู่เจียงตง ในโลกมนุษย์มีพระราชวังฤดูร้อนให้รื่นเริงสังสรรค์ บนสรวงสวรรค์มีตำหนักกว่างหานที่เยือกเย็นเหน็บหนาว สองฝั่งมีเมฆหมอกคั่นกลาง ต้นหยางและต้นหลิวเขียวมรกต ฝนวสันต์พรมพร่างดอกซิ่งแดงบานสดใส จอนผมหงอกขาว คนเดินทางเร่งเร้าเช้าวันใหม่ พลบค่ำหมอกฝนเลือนราง ชายชราสวมชุดฟางนั่งตกปลาอยู่ริมธาร…ท่อนที่เหลือข้าจำไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ มันยาวเกินไป”
เย่อวี๋หรานเข่นเขี้ยว คัมภีร์สัทอักษรแบ่งเป็นภาคต้นและภาคปลา