็ได้ ข้าจะสอนพวกเจ้า พวกเจ้าจะได้ไม่เอาแต่หาว่าข้าลำเอียง อะไรก็ไม่สอนให้ แต่ว่า…” ครั้นพูดถึงตรงนี้ เย่อวี๋หรานก็นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกมาในที่สุด
“คำพูดไม่น่าฟังยังคงต้องกล่าวไว้ล่วงหน้า สอนก็ส่วนสอน ส่วนว่าจะร่ำเรียนได้ขนาดไหนหรือทำออกมามีหน้าตาอย่างไรล้วนขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแล้ว แค่พูดอาจฟังดูเรียบง่าย แต่ถ้าเป็นคนมีพรสวรรค์ เกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้ สอนครั้งเดียวก็ทำได้ แต่บางคนไม่เป็นเช่นนั้น ลองสักร้อยครั้งพันครั้งก็ยังสู้ผู้อื่นไม่ได้ อย่างนั้นก็จนปัญญาแล้ว”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านแม่” หลี่ซื่อกล่าว “คนชนบทอย่างพวกเราไม่พิถีพิถันอะไรมากอยู่แล้ว แค่ทำออกมาได้ก็พอ ถึงตอนนั้นขายราคาถูกหน่อยก็ยังได้”
เย่อวี๋หรานมองนางแล้วก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรเลยจริง ๆ
ยามบ่ายของวันนั้น จูปาเม่ยไม่มีอารมณ์มานั่งถักสร้อยข้อมือแล้ว จึงพาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าออกจากเรือนไปเก็บดอกหงฮวา ขณะที่หลี่ซื่อเอาใบจงที่ไปเก็บมาก่อนหน้านี้มาหาที่ทางผึ่งแดด
เย่อวี๋หรานไปดูแผ่นมันเทศที่ตากไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ จับดูเล็กน้อยก็พบว่าแห้งกรอบหมดแล้ว นางจึงเข้าครัวไปเอาครกเล็กออกมา โยนแผ่นมันเทศลงไป จากนั้นก็เริ่มตำ
ผ่านไปครู่หนึ่ง แผ่นมันเทศในครกก็แหลกกลายเป็นผุยผง
หลี่ซื่อตากใบจงเสร็จแล้วเห็นว่าเย่อวี๋หรานตำอะไรบางอย่างอยู่จึงรุดเข้ามาดู “ท่านแม่ ท่านทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?”
“บดมันเทศ” เย่อวี๋หรานตอบโดยไม่ได้เงยหน้า
“ท่