ีเรื่องอะไรจริง ๆ แล้วเจ้าบอกข้าล่วงหน้าสักหน่อย ข้ายังจะไม่ให้เจ้าหยิบอีกหรือ?”
“หา! ถ้าข้าบอกล่วงหน้า ท่านแม่จะให้ข้าหยิบจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
“เจ้านี่ช่างจับประเด็นเก่งเสียจริงนะ? ที่ข้าพูดนี้ใช่ประเด็นสำคัญไหม? ข้าหมายถึงว่าเจ้ามีเรื่องอะไรก็มาพูดกับข้า เฮ้อ ไม่ใช่ไปแอบทำอะไรลับหลัง ไม่ว่าเจ้าจะหยิบไปถ้วยใหญ่ ถ้วยเล็ก หรือหยิบไปแผ่นเดียว แต่เจ้าก็แอบหยิบอาหารในเรือนลับหลังข้า ไม่ใช่ขโมยแล้วจะเรียกว่าอะไร?”
“ไม่ใช่ขโมย แค่หยิบ…” หลี่ซื่อยังแก้ตัว
“มันไม่เหมือนกัน เจ้าถามข้าแล้วหรือ? ข้าตกลงไหม? เจ้าไม่ถามเจ้าของสักคำ หากไม่ได้รับอนุญาตแล้วไปหยิบสิ่งของของผู้อื่นก็คือขโมยนั่นแหละ”
หลี่ซื่อเห็นแม่สามีแสดงท่าทีเย็นชาก็รีบยอมรับความผิด บอกว่าสำนึกผิดแล้ว ต่อไปจะไม่ทำอีก
“ถ้าเจ้าสำนึกผิดจริง ๆ ก็ดี เจ้าจำคำพูดของข้าเอาไว้ให้ขึ้นใจ ที่ข้าพูดกับเจ้าเป็นวาจาไร้สาระงั้นหรือ? เจ้าเป็นลูกสะใภ้ของข้า ในภายภาคหน้าก็คือคนที่จะใช้เวลาทั้งชีวิตร่วมกับลูกชายของข้า ทั้งยังเป็นมารดาของหลานข้า ข้าจะไม่อยากให้เจ้ามีความสุขงั้นหรือ? ถ้าเจ้าไม่มีความสุข แล้วลูกชายข้า หลานชายข้าจะทำอย่างไร?”
หลี่ซื่อก้มหน้าลงต่ำ นางคิดไม่ถึงว่าแม่สามีจะพูดแบบนี้กับนาง “ข้านึกว่า…บอกไปแล้วท่านจะไม่รับปาก”
“ข้าไม่รับปาก เจ้าก็แอบทำลับหลังข้า? เจ้าก็ไม่รู้จักโน้มน้าวข้าหน่อยหรือ ปากน่ะมีไว้ทำไม? นอกจากกินข้าว หายใจ ก็พูดไม่