ชิมแล้วก็พูดขึ้น “มันลื่น ๆ เกลี้ยง ๆ แบบว่า…ข้าก็ไม่อธิบายไม่ถูก แต่รู้สึกว่ามันแปลก ๆ”
“อาจเป็นเพราะมันลื่น ๆ แบบนี้จึงรู้สึกว่าแปลกกระมัง” หลิวซื่อเสนอความเห็น
ส่วนเย่อวี๋หรานไม่ได้พูดอะไร นางนึกถึงคำพูดเจ้าของร่างเดิมที่บอกว่าเหมือนกิน ‘ขี้มูก’ ขึ้นมาได้ กลัวว่าพูดออกไปแล้วจะทำให้ทุกคนหมดสนุก
“ในเมื่อทำเสร็จแล้ว พวกเจ้าก็ออกไปดูเสี่ยวเม่ยกับสามีของพวกเจ้าหน่อยว่ามากันหรือยัง ถ้าใกล้แล้วก็ยกขึ้นโต๊ะได้เลย”
ขณะที่กำลังพูดอยู่ เสี่ยวเม่ยที่ไปซักผ้าริมลำธารก็กลับมาแล้ว เพียงแต่นางนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ไม่ได้ร้องเรียกใคร ครั้นเห็นว่าในลานเรือนไม่มีคนอยู่ก็ตรงไปตากผ้า
หลิวซื่อกับหลินซื่อออกมาจากห้องครัวเห็นนางเข้าพอดี จึงบอกกล่าวกับเย่อวี๋หราน
เย่อวี๋หรานเองก็ไม่ได้โง่ ช่วงเวลาที่จูปาเม่ยไปซักผ้า นางกับหลี่ซื่อไปกลับลำธารข้างนอกได้รอบหนึ่ง หากบอกว่าไปซักผ้า เป็นไปได้ว่าระหว่างนั้นคงทำอย่างอื่นด้วย
แต่ลูกสะใภ้หลายคนล้วนไม่พูดอะไร และนางก็จำเป็นที่จะแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น
คนเป็นแม่จะเอาแต่ตามจับผิดลูกสาวต่อหน้าบรรดาลูกสะใภ้อยู่ทั้งวันได้อย่างไร?
ถึงภาพลักษณ์เจ้าของร่างเดิมจะเลวร้ายแค่ไหน ก็คงไม่มีทางย่ำแย่ถึงขั้นนั้น ถ้าถูกคนสงสัยเข้าจะทำอย่างไร?
ความจริงแล้วที่นางไม่รู้ก็คือนางเข้าใจว่าเป็นเช่นนี้ ลูกสะใภ้ทั้งหลายก็ล้วนแจ่มแจ้ง แต่พอนึกถึงความลำเอียงในยามปกติของแม่สามี พวกนางก็ไม่กล้าเป