้าตาคล้ายกันมากทีเดียว ความบอบบางตรงหว่างคิ้วของจูปาเม่ย ความเป็นเด็กตรงหว่างคิ้วของจูชี ทำให้ใบหน้าที่ละม้ายกันมอบความรู้สึกที่แตกต่างแก่ผู้พบเห็น
ต้องยอมรับว่าเจ้าของร่างเดิมกับจูเหล่าโถวเมื่อครั้งเยาว์วัยคงจะมีรูปโฉมไม่เลวเลย หน้าตาของเด็กครอบครัวสกุลจูในหมู่บ้านสกุลจูแห่งนี้นับว่าโดดเด่นสะดุดตา
น่าเสียดายที่คนในครอบครัวมีกันมาก ความเป็นอยู่ยากลำบาก พวกเขาแต่ละคนล้วนผอมกะหร่อง ทั้งยังชอบค้อมหลัง ประสานแขนเสื้อในลักษณะคำนับ บุคลิกแบบนี้กล่าวได้ว่ายากจะอธิบายได้หมดในประโยคเดียว
หน้าตาดีแค่ไหนแต่ไม่มีบุคลิกภาพก็ไร้ประโยชน์
หลังกินข้าวเสร็จ เย่อวี๋หรานสั่งให้จูปาเม่ยไปล้างจาน คราวนี้นางไม่ได้พูดอะไร และเดินออกไปอย่างเชื่อฟัง ทั้งยังเอาส่วนของจูชีไปล้างด้วย
และยังกลับมาถามอีกว่า “ท่านแม่ ท่านจะล้างเท้าหรือไม่เจ้าคะ?”
“รังเกียจว่าพี่เจ็ดเจ้าเท้าเหม็นกระมัง?” เย่อวี๋หรานเหล่มองนาง
“ไม่ใช่รังเกียจ แต่เหม็นจริง ๆ ต่างหาก”
“ตอนเจ้ากินข้าวเมื่อครู่นี้ไม่ใช่ว่าหอมมากหรอกหรือ?”
“แหะ ๆ! นั่นเพราะข้าหิวหรอก” จูปาเม่ยยอมรับว่าเพราะได้กลิ่นจนชินชาแล้วจึงไม่รู้สึกอะไร
“ตักน้ำมาให้พี่เจ็ดเจ้าด้วย ใช้หญ้าไล่ยุงก้านหนึ่งคั้นน้ำผสมลงไปด้วยล่ะ” อันที่จริงเย่อวี๋หรานก็รังเกียจว่าจูชีเท้าเหม็นเหมือนกัน
แต่นางก็พอเข้าใจได้ จูชีเป็นคนสมองทึ่มคนหนึ่ง เจ้าของร่างเดิมไม่สนใจ พี่น้องคนอื่น ๆ ก็ไม่สนใจ เขาวิ่ง