ี้จริง ๆ
จุดนี้กลับทำให้คนสกุลจูทั้งหมดเห็นพ้องด้วย เสี่ยวเม่ยไม่มีความสามารถถึงครึ่งหนึ่งของมารดาจริง ๆ นั่นแหละ ดูเหมือนเรื่องนี้จะต้องผิดหวังแล้ว
“ข้อห้า”
ครั้นได้ยินมารดาเอ่ยคำว่า ‘ข้อห้า’ จิตใจของจูปาเม่ยก็เย็นเยียบ ไร้ท่าทีตอบสนอง
“พูดออกมาแล้วทำไม่ได้” เย่อวี๋หรานมองนางพลางกล่าว “ในเมื่อเจ้าทำสงครามเย็นกับข้า หนีกลับห้องไปไม่คิดจะกินข้าวเย็น ก็ควรจะพูดได้ทำได้ ไม่ใช่ว่ารอจนข้าหลับไปแล้วก็แอบมากินแป้งกรอบในตะกร้าลับหลังข้า”
บัดนี้หลินซื่อพลันเข้าใจกระจ่าง นางว่าแล้วเชียว ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลกับแป้งกรอบในตะกร้าแน่ ๆ ที่แท้ก็ไม่ใช่สะใภ้สี่หลี่ซื่อที่แอบกิน แต่เป็นน้องสามี?!
ในขณะที่หลี่ซื่อครุ่นคิดว่า ‘ดังนั้น เมื่อเช้านี้ข้าเกือบจะได้แบกหม้อก้นดำแล้ว?’
ส่วนจูเหล่าโถว… ‘ดังนั้น เมื่อวานเสี่ยวเม่ยไม่เปิดประตูให้ ก็เพราะแอบกินแป้งกรอบ?’
“เจ้าไม่คิดว่าข้าจะรู้จำนวนแป้งกรอบหรือ? ถึงข้าจะไม่พูด แต่พี่สะใภ้ของเจ้าตื่นเช้ามา ใครบ้างจะไม่รู้? แป้งกรอบพวกนั้นหายไปไหน สาเหตุที่พวกนางไม่กล้าถาม นั่นก็เพราะพวกนางกลัวข้าที่เป็นแม่ของเจ้าถึงได้ไม่กล้าถาม เรื่องนี้ก็ผ่านไปทั้งอย่างนี้ ถ้าเป็นเรือนผู้อื่น เจ้าก็ลองดูสิ? น้องสามีอย่างเจ้าแอบกินอาหารในเรือน ชื่อเสียงแบบนี้น่าฟังหรือไม่?”
จูปาเม่ยน้อยใจ “แต่ข้าหิวนี่นา”
“รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองทำไม่ได้ ยังกล้าผลีผลามทำลงไปด้วยความคิดชั่ววูบ อย่างเจ