หลังหานเชียนพูดจบ เสียงที่ดังก้องตรงนั้นก็เงียบกริบราวกับหูหนวก
แม้แต่หานคังผิงผู้ไร้ยางอายก็ยังรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว
เขากระแอมเบา ๆ แล้วพูดด้วยเสียงกระซิบ “ท่านพ่อ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุดดีกว่านะครับ ถ้าโกหกต่อไปอีกจะเรียกกลับคืนมาไม่ได้แล้ว”
หานเชียนถลึงตาทรงเหยี่ยวใส่ “ใครบอกว่าฉันโกหก! ฉันยังพูดไม่ทันจบ แกก็กลับมาสอนฉันแล้วเหรอ? คนอื่นรังแกครอบครัวตัวเอง แกไม่ปกป้องไม่พอ ยังเป็นตัวนำกดดันอีก กลับไปฉันจะลงโทษแก!”
เมื่อเห็นหานเชียนแสดงท่าทางอย่างชอบธรรมราวกับเฝ่ยไป๋ลู่เป็นสมาชิกในตระกูลหานแบบนั้นแล้ว หานคังผิงพลันตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
เมื่อคิดได้ว่าสิ่งที่บิดาของตนทำก็เพื่อตราประทับศักดิ์สิทธิ์ ในใจของเขาก็ชื่นชมและยังมีความรู้สึกผิดในใจเล็กน้อย เขาละอายใจที่หลายปีมานี้ไม่ได้เรียนรู้จากพ่อเลย
เมื่อเห็นท่าทางของหานคังผิงแล้ว ก็รู้เลยว่าหมอนี่ไม่เชื่อเขา หานเชียนโกรธจนอยากจะตีอีกฝ่ายแล้วโยนเข้าเตาหลอมใหม่เสียให้ได้
เขามองไปทางเฝ่ยไป๋ลู่ แล้วเอ่ยตรงไปตรงมามากขึ้น “แซ่พ่อบุญธรรมของเธอคือหาน ชื่อ หานซินหรง ถูกไหม?”
เฝ่ยไป๋ลู่ตะลึง เธอตอบกลับอย่างไม่เย่อหยิ่งและไม่ถ่อมตัวจนเกินไป “พ่อบุญธรรมของฉันแซ่หานจริง แต่เหมือนเขาจะไม่เคยติดต่อกับตระกูลหานแห่งเมืองเจียงที่เป็นตระกูลใหญ่เลย”
พ่อแม่บุญธรรมของเธอเป็นคนธรรมดา ไม่มีพลังปราณของผู้ฝึกยุทธ์บนตัวเลย
เธอเองก็ไม่ต้องการใช้พ่อแม่บุญธรรมมาเกี่ยวข