ี่นี่ก็แปลกมากนะ แล้วครอบครัวของมันล่ะ?]
[คงไม่ใช่ว่ามันป่วยจนกินอะไรไม่ลงหรอกนะ?]
[รู้สึกว่าอาจเป็นไปได้นะ ไม่งั้นก็อธิบายไม่ได้]
ชั่วขณะนั้นก็คิดหาคำตอบไม่ออก เจียงเจินจึงเสนอว่า “งั้นเรานำมันกลับไปที่ถ้ำดูก่อนไหม ดูว่ามันป่วยจนไม่สามารถกินอะไรได้หรือเปล่า”
เธอปลอบใจลูกกวาง พยายามอุ้มลูกกวางขึ้นมา “ไม่เป็นไร ๆ ฉันจะช่วยเธอเอง ไม่ต้องกลัวนะ”
เธออุ้มลูกกวางแล้วหันหลังกลับ ก็เห็นหนิงหนิงกอดแขนตัวเองยืนอยู่หน้าถ้ำ
ในฐานะคนแรกที่พบลูกกวาง หลังจากชี้ให้เห็นว่ามีอะไรบางอย่างอยู่หลังพุ่มไม้ เธอก็ไม่ได้ส่งเสียงอีกเลย
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอยืนอยู่ข้างหลัง เฝ้ามองการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจียงเจินกับลูกกวางอย่างเงียบ ๆ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ตอนนี้เธอจ้องเจียงเจินอย่างไร้อารมณ์ เจียงเจินรู้สึกลังเลเล็กน้อย “เป็นอะไรเหรอ?”
หนิงหนิงยังไม่ทันพูดอะไร ซูเจาก็ทำเสียง ‘ฮึ’ ออกมา “เธอจะพาไปก็แค่บอกเฉย ๆ เหรอ? ถ้ำนั่นเธอเป็นคนค้นพบรึไง?”
เจียงเจินชะงักไปครู่หนึ่ง คงไม่คิดว่าจะถูกปฏิเสธ “แต่ว่า มันดูเหมือนกำลังป่วยนะ”
ซูเจา “ถ้ามันป่วยก็เรียกเจ้าหน้าที่กู้ภัยมืออาชีพสิ เธอช่วยอะไรมันได้ล่ะ?”
[ใช่เลย ตรงนี้ฉันเห็นด้วยกับซูเจา งานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญก็ควรให้มืออาชีพทำ เธอไม่ใช่สัตวแพทย์ ก็อย่าไปยุ่งเลย]
[ใช่แล้ว เมื่อก่อนหนิงหนิงเคยเจอสัตว์ที่บาดเจ็บ ก็ติดต่อกรมป่าไม้นี่นา]
[ติดต่อกรมป่าไม้เถอะ ถึงอ