่าขึ้นมาอุ้มไว้แนบอกพลางเอ่ยถามหลานสาวด้วยความเอ็นดู “เมื่อกี้แอบวิ่งซนไปไหนมาหือเรา?”
“หนูสัมผัสได้ว่า… ยุคสมัยกำลังเรียกหาค่ะ!” เด็กน้อยบิดนิ้วไปมาด้วยท่าทางเขินอาย
ซูเหอเวิ่นซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ รีบช่วยแก้ไขคำศัพท์ให้น้องสาว “เขาเรียกว่าภารกิจ ไม่ใช่ยุคสมัย”
ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักรับคำ “ใช่ค่ะ! หนูรู้สึกว่าภารกิจกำลังเรียกหา!”
ซูอิงเอ๋อร์หรือคุณลุงห้าถึงกับหลุดขำออกมา
‘เด็กตัวกะเปี๊ยกวัยเพียงสี่ขวบอย่างเธอเนี่ยนะ จะมีภารกิจระดับชาติกับเขาด้วย?’
อีกด้านหนึ่ง ซูอีเฉินกำลังปรึกษาหารือเรื่องการย้ายสุสานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
พี่น้องหลายคนต่างพากันฉงน แต่ทันทีที่ทราบว่าเป็นความประสงค์ของซู่เป่า ทุกคนก็พร้อมใจกันตอบว่า “ไม่มีปัญหา”
มีเพียงท่านผู้เฒ่าซูยังงุนงงจนต้องขมวดคิ้วถาม “อยู่ดี ๆ จะมาย้ายสุสานทำไมกัน? นี่มันบ้าชัด ๆ!”
ซูอีเฉินตอบกลับด้วยความใจเย็น “ซู่เป่าบอกว่าฮวงจุ้ยที่นี่ไม่ดี บรรพบุรุษท่านไม่ชอบครับ”
ท่านผู้เฒ่าชะงักไปครู่หนึ่ง ‘อ้อ… ซู่เป่าเป็นคนพูดงั้นหรอกหรือ? ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว…’
แต่ชายชรายังคงแสร้งพูดดื้อดึง “แต่นี่มันกะทันหันเกินไป เตรียมการไม่ทันหรอก…”
ซูอีเฉินยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา “ตอนเพิ่งเข้ามา ซู่เป่าบอกไว้ว่าต้องเลือกทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งในเมืองหลวงมีสุสานเพียงแห่งเดียวในทิศนั้น คือสุสานพิงชวนครับ”
“ผมจัดการซื้อที่ดินที่นั่นเรียบร้อยแล้ว”
“ทั้งซินแสฮ