ซูโล่วเพิ่งปรับอารมณ์ให้เข้ากับบทบาทได้พอดี ทว่าเสียงจอแจของเสี่ยวอู่กลับดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน “เขียวแล้ว! เขียวแล้ว! หมอนั่นโดนสวมเขาแล้ว!”
ทุกคนในกองถ่ายถึงกับกลั้นไม่อยู่ หลุดขำพรืดออกมากันถ้วนหน้า ทำเอาอารมณ์เคร่งขรึมของขุนพลหนุ่มสะดุดกึกทันที
กู้ชีชีขำหนักกว่าใครเพื่อน เธอถึงกับมุดหน้าลงกับผ้าห่มแล้วหัวเราะลั่นออกมาอย่างสุดกลั้น จนผู้กำกับต้องรีบสั่ง “คัท!” ก่อนหันไปมองนกแก้วสีเขียวจัดตัวนั้นด้วยสายตาหมดคำพูด
เสี่ยวอู่เห็นท่าไม่ดี รีบใช้จะงอยปากคาบกิ๊บติดผมของซู่เป่ามาทำท่าปิดปากตัวเอง “หนีบปากซะ! หนีบปากซะ!”
ซู่เป่าส่งเสียง “ชู่ว!” แล้วยื่นมือไปบีบจะงอยปากของเจ้านกตัวแสบ “เสี่ยวอู่ ห้ามส่งเสียงดังนะ!”
เสี่ยวอู่ยอมให้ซู่เป่าบีบจะงอยปากไว้แต่โดยดี มันแสร้งทำเป็นหุบปากเงียบกริบไม่ยอมส่งเสียงเล็ดลอดออกมา กองถ่ายจึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง กู้ชีชีรีบหลบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ส่วนทีมงานฝ่ายอุปกรณ์ก็เร่งซ่อมแซมบานประตูให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิม
ในระหว่างที่ช่างกำลังแต่งแต้มใบหน้าให้กู้ชีชี เด็กน้อยก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความฉงน “พี่ชีชีคะ ทำไมพี่ต้องเอาพี่ชายคนนั้นไปกดไว้บนเตียงด้วยล่ะ พวกพี่จะตีกันเหรอคะ? แล้วทำไมเวลาตีกันต้องฉีกเสื้อผ้าจนขาดด้วยล่ะ?”
“…”
เด็กน้อยมักมีความอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา ในใจของซู่เป่านั้นขาวสะอาด ไม่มีแม้แต่ความคิดแง่ลบใด ๆ เธอเพียงแค่ถามด้วยความบริสุทธิ์