ซู่เป่าเพิ่งทราบเป็นครั้งแรกว่าโลกนี้ยังมีสุสานอีกลักษณะหนึ่ง ด้วยก่อนหน้าเธอมักจินตนาการมาตลอดว่า ‘สุสานบรรพบุรุษ’ คงหน้าตาเหมือนกันหมด คือแบ่งเป็นหลุมเรียงรายตามไหล่เขา
“แล้วของบ้านเราล่ะคะ?” เด็กน้อยกลายเป็นยัยหนูช่างถามขึ้นมาทันที เมื่อติดลมเธอก็ยิงคำถามรัวเป็นชุด
“ของบ้านเรามีกี่หลุมเหรอคะ?”
“บรรพบุรุษอยู่กันพอไหม?”
“หากพื้นที่ไม่พอ จะอยู่เบียดกันได้ไหมคะ?”
“แล้วบรรพบุรุษชอบสุสานชิงซานหรือเปล่า?”
“ถ้าวันหนึ่งเสี่ยวอู่ตาย จะไปอยู่ที่นั่นได้ไหมคะ? แล้วคุณปู่เต่าล่ะ?”
“แล้วหากวันหนึ่งซู่เป่าต้องไปอยู่บ้าง หนูขอทำหลุมศพเป็นรูปโบว์ได้ไหมคะ?” สิ้นคำถามตบท้าย ทุกคนในโต๊ะต่างสะดุ้งโหยงจนเกือบทำตะเกียบหลุดมือ
‘นี่มัน… หัวข้อสนทนาประเภทไหนกันเนี่ย!’
มู่กุยฝานกระตุกมุมปากพลันคีบขาหมูทอดเกลือพริกไทยคำโตยัดใส่ปากซู่เป่าเพื่อสกัดกั้นคำถาม “เด็ก ๆ ทานข้าวให้มาก พูดให้น้อยเข้าไว้ลูก”
ฝ่ายคุณนายเฒ่าซูได้แต่พึมพำปลอบประโลมใจตนเองไม่ขาดปาก “เด็กไร้เดียงสาพูดจาไม่มีข้อห้าม… ไม่ถือสา… ไม่ถือความ…”
‘นั่นไง… พวกผู้ใหญ่เป็นแบบนี้อีกแล้ว ชอบเลี่ยงไม่ยอมตอบ ทั้งที่เธอก็ถามเรื่องง่าย ๆ แท้ ๆ’
ซูอีเฉินเผยรอยยิ้มจาง ๆ ในดวงตา ก่อนเอ่ยตอบทีละข้ออย่างใจเย็น “สุสานตระกูลซูไม่ได้นับเป็นหลุม แต่คิดเป็นพื้นที่แทน ตอนนี้มีอยู่ร้อยตารางเมตร”
โดยปกติสุสานทั่วไปหนึ่งหลุมใช้พื้นที่ขั้นต่ำราวสามตารางเมตร ดังนั้นร้อยต