บทที่ 233 กว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว
หลังจากซูอีเฉินและเฉินเจียคังสนทนากันอีกเพียงไม่กี่ประโยค ทั้งสองฝ่ายก็กล่าวล่ำลากันตรงหน้าประตู
ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกไป ซู่เป่าเกาะขอบหน้าต่างรถพลางโบกมือน้อย ๆ ให้คุณปู่เฉิน “คุณปู่คะ หายไว ๆ นะ!”
คุณปู่เฉินในยามนี้สติเลอะเลือนจนอาจมีความสามารถทางปัญญาด้อยกว่าเด็กเสียอีก ท่านเพียงแต่โบกมือตอบกลับมาอย่างเซ่อซ่า ปากส่งเสียงอู้อี้ฟังไม่ได้ความว่าต้องการสื่อสารสิ่งใด
ซูอีเฉินหันไปกำชับกับเฉินเจียคัง “ส่วนวิธีการทำกายภาพบำบัดที่เกี่ยวข้อง เดี๋ยวผมจะให้คนส่งข้อมูลมาให้ครับ” ครอบครัวเฉินรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง พวกเขายืนส่งรถของซูอีเฉินจนลับสายตาแล้วจึงพากันกลับเข้าบ้านไป
บนรถ… ซูจิ่นอวี้เพิ่งนึกขึ้นได้จึงรีบโพล่งออกไป “โอ้! พี่ชายลืมปิดปากพยานไปเลยนี่นา!” เรื่องที่ซู่เป่าขว้างผู้ดูแลหลี่จนกระเด็นเมื่อครู่ มีคนรับใช้เห็นเหตุการณ์กันตั้งหลายคน
จี้ฉางเอ่ยขัดขึ้น “ไม่ต้องปิดหรอก”
“ทำไมล่ะคะ?” ซูจิ่นอวี้สงสัย
ซู่เป่าที่ไม่รู้ว่าทั้งสองกำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่ มือก็คว้าเท้าตัวเองขึ้นมาเล่นพลางถามตามเสียงใส “ทำไมล่ะ?”
จี้ฉางอธิบายว่า “ยิ่งปิดปาก ยิ่งดูมีพิรุธ บนโลกนี้มีสองวิธีในการกลบความจริง หนึ่งคือทำให้คนพูดเงียบไปตลอดกาล อีกวิธีคือทำให้ความจริงกลายเป็นข่าวลือ”
เมื่อเรื่องราวถูกเล่าต่อจนเกินจริงจนคนทั่วไปไม่อยากเชื่อ ไม่ว่าคนรับใช้พวกนั้นจะปั้นน้ำเ