ก็บเข็มเงินเข้าที่พลางใช้มือน้อย ๆ นุ่มนิ่มตบหลังคุณยาย “เรียบร้อยแล้วค่ะ คราวหน้าซู่เป่าจะเบามือกว่านี้หน่อยนะคะ”
คำพูดนี้… ฟังยังไงก็เหมือนคำพูดของผู้ชายเฮงซวยหลังทำเรื่องไม่ดีเสร็จ
คุณนายซูลุกขึ้นนั่งแล้วลองยกขาของตัวเองดู ก่อนพบด้วยความแปลกใจว่าขามีแรงมากขึ้นกว่าเดิม
คุณนายซูขยับขาไปมาพลางถามขึ้นอย่างดีใจ “ซู่เป่า… ยายเดินได้แล้วใช่ไหมลูก?”
“ยังไม่ได้ค่ะ!” ซู่เป่ารีบโบกมือน้อย ๆ ห้ามปรามเป็นพัลวัน “คุณยายต้องนอนพักผ่อนนิ่ง ๆ ให้ดีก่อนสามวันนะคะ”
คุณนายซูชะงักไปครู่หนึ่งก่อนถามต่อ “แล้ว… หลังจากครบสามวันแล้ว ยายจะลุกขึ้นเดินได้เลยใช่ไหม?”
“หลังจากสามวัน หนูค่อยมาฝังเข็มให้คุณยายใหม่อีกครั้งค่ะ!” ซู่เป่าส่ายหน้าหวืดพลางตอบเสียงใส
คุณนายซูถึงกับหน้าถอดสี ทิ้งตัวลงนอนแผ่อย่างหมดแรงพร้อมกับบ่นอุบอิบ
‘ไปเลยนะเจ้าเด็กคนนี้… ยายไม่รักหนูแล้ว!’
ซูจิ่นอวี้ที่ลอยอยู่ข้าง ๆ อดไม่ได้จึงหัวเราะออกมา “คุณแม่ยังคงมีลูกเล่นเยอะจริง ๆ…” เธอจำได้ว่าตอนที่เธอเจ็บป่วย บรรยากาศในบ้านเงียบเหงาและเศร้าสร้อยมาก
แต่ก่อนหน้าที่เธอจะตรวจพบมะเร็งเม็ดเลือดขาว บ้านหลังนี้เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แถมแม่ของเธอก็เป็นสายดราม่าตัวแม่
“ดีจังเลยนะ… แม่ไม่ได้เห็นคุณยายของหนูเป็นแบบนี้มานานแล้ว” ซูจิ่นอวี้ลูบศีรษะของซู่เป่าด้วยความรัก “เหนื่อยแย่เลยนะลูก”
“ไม่เหนื่อยเลยสักนิดเดียวค่ะ!” ซู่เป่าส่ายหัว แม้ตอนนี้แม่จะเ