ที่วางอยู่บนโซฟานั่นแหละยัดเข้าไป!
แต่พอเห็นจื่อซีเริ่มมีอาการชัก และปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น ซู่เป่าเลยต้องใช้ไม้ตาย… ตบเรียกสติ!
พอเห็นซู่เป่าเงื้อมมือเตรียมตบอีกรอบ จื่อซีก็โวยวายทันที “จะตบฉันทำไมเนี่ย!”
“พี่ตื่นแล้วเหรอคะ! ดีใจจัง!” ซู่เป่าฉีกยิ้มกว้าง
“ถ้าไม่ตบนายจะตื่นไหมล่ะ?” ซูเหอเวิ่นสวนกลับ “ท่าทางนายเมื่อกี้ยังกับโดนผีเข้าสิง น่ากลัวจะตาย”
“แต่ก็ไม่ต้องตบหน้าสิโว้ย!” จื่อซีกัดฟันกรอด
“ไม่ตบหน้าแล้วจะให้ตบก้นหรือไง?” ซูเหอเวิ่นแค่นเสียง “พูดอะไรโง่ ๆ”
“หนูตบแขนพี่ก็ไม่ตื่น จั๊กจี้พี่ก็ไม่ตื่น ก็เลยต้องตบหน้านี่แหละค่ะ” ซู่เป่าพยักหน้าสมทบ
จื่อซีเบิกตากว้าง “พวกเธอแอบแฝงความแค้นส่วนตัวชัด ๆ!”
“ไม่มีนะคะ ไม่มีจริง ๆ!” ยัยหนูกะพริบตาปริบอย่างไร้เดียงสา แต่รอยฝ่ามือบนหน้าจื่อซีเริ่มบวมแดงขึ้นเรื่อย ๆ
จื่อซีลูบหน้าที่บวมฉึ่งพลางอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา เขาเหลือบไปเห็นถุงเท้าเจ้ากรรมที่ตกอยู่…
มันคือถุงเท้าใช้แล้วที่เขาโยนทิ้งไว้บนโซฟานั่นเอง!
“นายอย่ามาโทษฉันนะ” ซูเหอเวิ่นรีบแก้ตัว “สถานการณ์ฉุกเฉิน ใครใช้ให้นายทิ้งถุงเท้าเหม็นไว้ตรงนี้ล่ะ”
จื่อซีโกรธจนตัวสั่นพั่บ ทว่าซู่เป่ากลับมองเขาด้วยสายตาเป็นห่วง “พี่จื่อซีไม่เป็นไรใช่ไหมคะ? ให้หนูช่วยทายาให้ไหม?”
“ไสหัวออกไป!” จื่อซีชี้ประตูพลางแผดเสียง “ใครต้องการความห่วงใยจากเธอ? เลิกเสแสร้งทำตัวน่าสงสารเรียกคะแนนจากคนในบ้านได้แล้ว เห