อมปล่อยเธอไป?”
“รวมถึงคุณป้าแม่ของพี่จวินเอ๋อร์ด้วย… เธอตามหาลูกอย่างร้อนรนมาตลอด แต่ถ้าพี่จวินเอ๋อร์สำคัญขนาดนั้น ทำไมเธอถึงพูดคำพูดร้าย ๆ ทำร้ายจิตใจพี่เขาแบบนั้นล่ะคะ? เธอบอกว่าถ้าอยากตายก็ไม่ห้าม มีแรงก็กระโดดลงไปเลย…”
ซู่เป่าถามรัวเป็นชุดเกี่ยวกับความย้อนแย้งของผู้ใหญ่ มู่กุยฝานนึกถึงผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นที่เอาแต่สร้างความวุ่นวาย เมื่อศพลูกสาวถูกกู้ขึ้นมาเธอกลับไม่ยอมรับความจริง แถมยังทำร้ายเจ้าหน้าที่กู้ภัยและโยนความผิดให้คนอื่น
เขาอุ้มซู่เป่าขึ้นไปยังดาดฟ้าเรือ สายลมเย็นยามค่ำคืนช่วยคลายความอึดอัดในใจได้บ้าง “แม่ของโร่วจิ่นเสียใจที่ตัวเองเป็นต้นเหตุให้ลูกสาวตาย เพราะความคึกคะนองอยากซักผ้าริมน้ำแท้ ๆ ส่วนคุณป้าคนนั้นเธอก็ไม่คิดว่าคำพูดพล่อย ๆ ตอนโกรธจะทำให้ลูกสาวตายจริง ๆ”
“พวกเธอต่างจมอยู่กับความรู้สึกผิดจนแบกรับไม่ไหว เพื่อบรรเทาใจตัวเอง พวกเธอจึงโทษคนอื่นหวังจะลดทอนความรู้สึกผิดในใจลงบ้าง…” มู่กุยฝานลูบศีรษะลูกสาวด้วยความอ่อนโยน “ร่าเริงหน่อยสิ วันนี้หนูเก่งมากนะ อย่างน้อยโร่วจิ่นก็สำนึกผิดไม่ใช่หรือ? โลกนี้ยังมีด้านดี ๆ อยู่เสมอ”
“คนเราไม่ควรจ้องมองแต่ด้านมืด ถึงแสงแดดจะริบหรี่เพียงใด เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะรวบรวมมันเอาไว้…”
“อืม! พ่อพูดถูกค่ะ หนูจะคิดถึงแต่เรื่องดี ๆ!” ซู่เป่าซบไหล่พ่อ คิดตามครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า
เมื่อกลับถึงบ้าน ซู่เป่าก็หลับปุ๋ยไปด้วยความเหนื่อยอ่อน ซู